วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Callan Method

........วิธีการสอนแบบ Callan คือ วิธีการสอนที่มีลักษณะพิเศษโดยเฉพาะ มีแนวการสอนที่เข้มข้นด้วยการพูด เป็นวิธีการที่จะซึ่งนักเรียนสามารถเรียนได้เร็วถึง 4 เท่า อาจารย์สอนโดยปราศจากการใช้กระดาน ไม่มีการฟังจากเทป นักเรียนจะได้มีโอกาสพูดทันทีที่เริ่มบทเรียนแรก
นักเรียนที่มาเรียนที่ OZCA ACADEMY ในเมืองบริสเบนจะถูกสอบเป็นภาษาอังกฤษผ่านระบบ Callan Method ระบบนี้เป็นระบบการสอนที่เร็วและมีประสิทธิภาพสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษโดยผู้ที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษแต่กำเนิด
ระบบ Callan Method คืออะไร
........ ระบบ Callan Method ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมมากที่สุดในขั้นตอนการเรียนรู้ และในการเรียนภาษาอังกฤษเร็วที่สุดเท่าที่นักเรียนจะสามารถเรียนได้ ระบบนี้ถูกพัฒนาขึ้นในปี 1960 โดยมิสเตอร์ โรบิน คอลแลน และได้ถูกนำมาใช้ให้ประสบความสำเร็จใน 26 ประเทศ และมากกว่า 300 แห่งในโรงเรียนสอนภาษาต่าง ๆ ที่มีการสอนแบบ Callan Method
วิธีฝึกภาษาอังกฤษแบบ Callan Method
........วิธีนี้เป็นวิธีที่มีโครงสร้างที่ถูกต้องแม่นยำและมีการสอนตามขั้นตอนแบ่งออกเป็น 12 ตอน อาจารย์จะถามนักเรียน เป็นชุดของคำถาม ซึ่งนักเรียนต้องตอบตามความสามารถของนักเรียนเอง วิธีนี้มุ่งหวังให้นักเรียนที่จะพูด และในห้องเรียน ก็จะดึงและกระตุ้นความจำของนักเรียน ถ้านักเรียนตอบผิดอาจารย์ก็จะบอกคำตอบที่ถูกให้กับนักเรียนแล้วให้พูดตาม ระบบ Callan เป็นการนำความรู้ที่มีอยู่แล้วมาเป็นการปฏิบัติ-นักเรียนจะกลายเป็นผู้เรียนที่กระตือรือล้นนักเรียนหลายคนรู้จักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เป็นอย่างดีแต่พวกเขาไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง วิธี Callan Method จะช่วยให้นักเรียนพูดในสิ่งที่พวกเขารู้อยู่แล้ว ทำให้กล้าที่จะพูด อาจารย์แก้ไขให้ทันที นักเรียนจะจำส่วนที่ต้องแก้ไข การพูดกับอาจารย์อยู่ตลอดเวลาในห้องเรียนทำให้นักเรียนฝึกความเร็ว ทำให้เกิดความกล้า และความเคยชิน ในการใช้ภาษาอังกฤษozca เราตระหนักว่ามีนักเรียนต่างชาติมากมายมามากกว่า 10 ปี แต่ก็ยังไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจ ถึงแม้จะเขาเหล่านั้นจะรู้ไวยากรณ์ และความหมายของศัพท์มากมาย ozca จึงตระหนักถึงปัญหาเหล่านั้น จึงนำหลักสูตร Callan Method มาเปิดสอน ซึ่งหลักสูตรนี้อาจารย์จะให้นักเรียนตอบคำถามอยู่ตลอดเวลา เมื่อนักเรียนตอบผิด อาจารย์ก็จะแนะนำ เทคนิคนี้นักเรียนจะตอบอย่างรวดเร็วตามความรู้ของนักเรียนเอง เมื่อได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ ก็จะรู้คำตอบที่ถูกต้อง และสามารถตอบในครั้งต่อไปได้ ซึ่งเทคนิคนี้จะทำให้นักเรียนกล้าที่จะตอบ และพูดมากขึ้น ใช้ได้ผลดีมาก ได้รับการพิสูจน์แล้วกว่า 300 กว่าโรงเรียนในประเทศอังกฤษ
คำถามที่เกี่ยวข้องวิธี Callan Method
- หลักไวยากรณ์อยู่ตรงไหน? เราไม่ได้สอนผ่านบทเรียน ไวยากรณ์ แต่เราได้สอนผ่านทางปฏิบัติในห้องเรียน
- ทำไมถึงไม่มีการบ้าน? นักเรียนจะคุ้นเคยกับการเรียนภาษาในแบบดั้งเดิมโดยที่นักเรียนจะรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างขาดไปถ้าไม่มีการบ้าน แต่วิธีนี้เราจะฝึกปฏิบัติให้ดีที่สุดในห้องเรียน
- นักเรียนจะเรียนรู้การเขียนได้อย่างไร โดยปราศจากการฝึกหัดที่จะเขียน?โดยวิธีนี้ไม่ได้สนับสนุนนักเรียนให้เขียนจนกระทั่งพวกนักเรียนได้เรียนที่จะคิดเป็นภาษาอังกฤษ นักเรียนจะฝึกการเขียนและการฟังโดยการเขียนตามคำบอกโดยอาจารย์ จะอ่านและนักเรียนจะฟังและเขียน ดังนั้นนักเรียนจะสามารถแก้คำผิดของพวกเขาได้
- วิธีนี้สอนแต่การสนทนาภาษาอังกฤษใช่ไหม? เพราะว่าระบบ Callan Method สอนภาษาอังกฤษโดยผ่านกระบวนกานยิงคำถามและคำตอบที่รวดเร็วมันสร้างความประทับใจให้นักเรียนที่ว่าวิธีสอนการสนทนาอย่างเดียว และไม่ใช่ในแง่มุมอื่นของภาษา สิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหา ทักษะต่าง ๆ ในส่วนของการพูด, การฟัง, การอ่าน และการเขียนจะถูกปรับปรุงผ่านการสนทนาในวิธี Callan Method หลังจากจบชั้น 12 ของหลักสูตร Callan Method ทั้งทักษะในการพูดและการเขียนจะอยู่ในขั้นสูงของภาษาอังกฤษ
- ความรู้และความเร็วจะถูกนำมาพิจารณาสำหรับชั้นเรียนของภาษาอังกฤษจะมีการแบ่งนักเรียนตามความรู้ และความเร็วในการพูด เราจะเห็นข้อแตกต่างอย่างมากระหว่างความรู้ที่มีอยู่ของภาษา และการที่จะสามารถนำมาใช้ ของภาษานั้น ในความเร็วที่กำหนด
- จำนวนนักเรียนในห้องเรียนที่ ozca academy จะมีนักเรียนในห้องเรียนสูงสุดไม่เกิน 14 คนต่อ 1 ชั้นเรียน
- เหมาะกับนักเรียนทุกวัยและทุกวัตถุประสงค์ของการเรียนวิธีของ Callan Method นี้จะเหมาะสำหรับนักเรียนในทุกวัยโดยจะเริ่มตั้งแต่อายุ 7 ปีจนถึงอายุ 70 ปี และเหมาะกับคนทุกชาติ และทุกวัตถุประสงค์ในการเรียน

ภาษาอังกฤษ สไตล์มิสเตอร์หลี หยาง....."no pain no gain"

........มิสเตอร์หลี ตะโกนดังลั่น กลางชั้นเรียน ที่มี นักเรียนร่วม ๒,๐๐๐ คน ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง....."เอ้า ตะโกนพร้อมกัน... no pain no gain".....นักเรียนในชั้น ต่างตะโกนเสียงดัง กระหึ่มไปทั้งห้อง....."ดังขึ้นอีก ดังขึ้นอีก" มิสเตอร์หลี ตะโกนแข่งกับนักเรียน........ขอต้อนรับสู่วิธีสอนภาษาอังกฤษแบบใหม่ สไตล์มิสเตอร์หลี ซึ่งเป็นวิธีการสอน ภาษาอังกฤษ ที่กำลังมาแรงที่สุด ในประเทศจีน.....เป็นเวลาสามปีมาแล้วที่ มิสเตอร์หลี เปิดคอร์ส สอนภาษาอังกฤษ โดยการตะโกน มิสเตอร์หลี สอนลูกศิษย์มาแล้ว ถึง ๑๔ ล้านคน ตั้งแต่ในโรงเรียน บริษัทต่าง ๆ ไปจนถึง ในกองทัพปลดแอกประชาชนจีน
.....เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษแบบใหม่นั้น ไม่มีอะไรซับซ้อน เริ่มจาก ให้นักเรียน ฟังวลีภาษาอังกฤษ ที่น่าสนใจ และบังคับให้ ตะโกน วลีนั้นออกมา เมื่อตะโกนบ่อย ๆ เข้า ความอึดอัดของคน ที่ต้องเรียน ภาษา ที่ไม่ใช่ภาษาแม่ตัวเอง ก็ถูกปลดปล่อยออกมา และเริ่มคุ้นกับ ภาษาอังกฤษไปเอง....."เคล็ดลับอีกอย่างก็คือ เวลาที่ตะโกนเป็นภาษาอังกฤษนั้น คุณต้องตั้งใจ และใช้สมาธิมาก ตะโกนบ่อย ๆ คุณจะพูดภาษาอังกฤษ คล่องขึ้น " มิสเตอร์หลี ให้คำอธิบาย.....ในขณะเดียวกัน เนื้อหาของการสอนนั้น ก็ต้องน่าสนใจ มิสเตอร์หลีเชื่อว่า หากเนื้อหาที่สอน เป็นเรื่องของ ชาตินิยมแล้ว จะมีพลังดึงดูด ให้คนสนใจ ภาษาอังกฤษ มากขึ้น....."เมื่อเรารู้ภาษาอังกฤษ เราสามารถนำเทคโนโลยี จากเมืองนอก มาสร้างประเทศ ให้เจริญได้"....."จีนมีวัฒนธรรมการกินอาหารชั้นสูง แต่ทำไม โลกจึงรู้จักเพียง โคคา โคล่า และแม็กโดนัลด์ ดังนั้น เป็นหน้าที่ ของคนจีน ที่ต้องรู้ ภาษาอังกฤษ เพื่อจะถ่ายทอด วัฒนธรรมการกิน ไปสู่คนตะวันตกให้ได้" มิสเตอร์หลี พูดปลุกระดมนักเรียน....."ข้าพเจ้าชอบไอเดีย การให้นักเรียนพูดอังกฤษ ด้วยเสียงดัง ๆ มันสนุกดี และชวนติดตามค่ะ" ฟาน จิง นักเรียนไฮสกูล ในปักกิ่ง แสดงความเห็น และบอกว่า หลังจากเรียนกับ มิสเตอร์หลีแล้ว ทำให้เขา กล้าพูดกับฝรั่ง มากขึ้น.....มิสเตอร์หลีเล่าความหลัง เมื่อครั้งเป็นเด็กว่า เขาอ่อน ภาษาอังกฤษ มาก จนแม่ต้องดุด่า ทำให้เขารู้สึก อึดอัดทุกครั้ง ที่เรียนวิชานี้ เวลาพูด ลิ้นก็แข็ง พูดไม่ชัด เขาไม่เคยชอบ ภาษาอังกฤษเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้ตะโกนออกมา เป็นภาษาอังกฤษ ความอึดอัดก็คลายลง
.....หลังจากนั้น เขาก็วิ่งไปรอบโรงเรียน พลางตะโกน บทเรียน ภาษาอังกฤษ บางครั้ง ก็ปีนขึ้นไป ตะโกนบนหลังคาตึก เขารู้สึกว่า ภาษาอังกฤษ ของตัวเอง ดีขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวันนี้ เขาสามารถขายหนังสือ ขายเทป และเป็นวิทยากร สอนนักเรียนทั่วประเทศ ให้เรียนภาษาอังกฤษ ด้วยการตะโกน จนเขยิบฐานะเข้าขั้น เศรษฐีคนหนึ่ง.....แต่ไม่ได้หมายความว่า คนจีน จะสนใจวิธีการนี้กันหมด.....ในปี ๒๕๓๙ คณะครูสอนภาษาอังกฤษ ในเมืองทางตอนใต้ ของมณฑลกวางตุ้ง ได้รวมตัวกัน คัดค้าน วิธีการสอน สไตล์มิสเตอร์หลี และแฉว่า มีนักเรียน แอบอ่าน ตำราภาษาอังกฤษ ของมิสเตอร์หลี ในวิชาภาษาอังกฤษ ของครูคนอื่น....."เป็นการสะท้อนว่า วิธีสอนของผม น่าสนใจกว่า และสนุกกว่าวิธีเดิม ๆ ของครูในโรงเรียน" มิสเตอร์หลีโต้ .....ปัญหา ที่ทำให้นักเรียน ไม่เก่งภาษาอังกฤษ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ครูภาษาอังกฤษ มักจะสอน ไวยากรณ์ และการเขียน เพื่อใช้สอบ มากกว่า ฝึกให้นักเรียน พูดภาษาอังกฤษเป็น.....ภาษาอังกฤษ ง่ายนิดเดียว... ด้วยการตะโกน สไตล์มิสเตอร์หลี ดังนี้แล
......ลองสอนนักเรียนแบบตะโกนดู ทำแล้ว นักเรียนชั้น ม.ต้น โดยเฉพาะ ม.1 ได้ผลดีมากเลย

การจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงาน (Project Based Learning)


การจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงาน (Project Based Learning)

......... การนำโครงงานมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนถือได้ว่าไม่ใช่สิ่งใหม่ในการจัดการศึกษา อย่างไรก็ตามในทศวรรษที่ผ่านมามีการนำมาใช้ได้ค่อยพัฒนาจนได้รับการยอมรับเป็นกลวิธีการสอนอย่างเป็นทางการ การจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานได้เข้ามามีส่วนสำคัญในห้องเรียนเมื่อมีงานวิจัยมาสนับสนุนสิ่งที่ครูได้เชื่อมั่นมายาวนานก่อนหน้านี้ว่านักเรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้นเมื่อมีโอกาสได้ค้นคว้าในสิ่งที่ซับซ้อน ท้าทายหรือในบางครั้งเป็นประเด็นปัญหายุ่งยากที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้

>
.........การเรียนรู้ด้วยโครงงานจะเป็นไปตามความสนใจของนักเรียน การออกแบบโครงงานที่ดีจะกระตุ้นให้เกิดการค้นคว้าอย่างกระตือรือล้นและใช้ทักษะการคิดขั้นสูง (Thomas, 1998) มีงานวิจัยเกี่ยวกับสมองได้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมการเรียนรู้ลักษณะนี้ ศักยภาพในการรับรู้สิ่งใหม่ๆของนักเรียนจะถูกยกระดับขึ้นเมื่อได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการแก้ปัญหาที่มีความหมายและเมื่อนักเรียนได้รับความช่วยเหลือให้เข้าใจว่าความรู้กับทักษะเหล่านั้นสัมพันธ์กันด้วยเหตุใด เมื่อไหร่และอย่างไร (Bransford, Brown, & Conking, 2000, p. 23)

การเรียนรู้ด้วยโครงงานคืออะไร
>
.........การจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานเป็นรูปแบบวิธีสอนที่จะนำนักเรียนเข้าสู่การแก้ปัญหาที่ท้าทายและสร้างชิ้นงานได้สำเร็จด้วยตนเองโครงงานที่จะมาช่วยสร้างสภาวะการเรียนรู้ภายในชั้นเรียนจะเกิดได้ในหลายกลุ่มสาระการเรียนรู้ในหลายเนื้อหาและในหลายระดับช่วงชั้นโครงงานจะเกิดขึ้นบนความท้าทายจากคำถามที่ไม่สามารถตอบได้จากการท่องจำ โครงงานจะสร้างบทบาทหลากหลายขึ้นในตัวนักเรียน-เป็นผู้ที่แก้ปัญหา คนที่ตัดสินใจ นักค้นคว้า นักวิจัยโครงงานจะตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจงทางการศึกษา;ไม่ใช้สิ่งที่แปลกแยกหรือเพิ่มเติมลงไปในหลักสูตรเนื้อหาที่แท้จริง


การเรียนรู้ด้วยโครงงานเกี่ยวข้องกับการค้นคว้าอย่างไร

>
.........การค้นคว้าจะเป็นการรวบรวมกิจกรรมหลากหลายที่ตอบสนองต่อธรรมชาติของเราในเรื่องความอยากรู้อยากเห็นที่มีต่อสิ่งรอบตัวการค้นคว้าจะมีความหมายเฉพาะเจาะจงในประเด็นทางการศึกษา ครูที่ใช้กระบวนค้นคว้าเป็นหลักในการจัดการเรียนการสอนจะกระตุ้นให้นักเรียนรู้จักตั้งคำถาม วางแผนดำเนินงานในการค้นคว้า การสังเกต และบอกสิ่งที่ค้นพบได้ แต่อย่างไรก็ดี อาจจะเป็นได้มากกว่านั้นก็ได้ กิจกรรมการค้นคว้าในห้องเรียนอาจเกิดต่อเนื่องไปตลอดการเรียนรู้-จากการเรียนรู้แบบเดิมที่มีครูเป็นผู้ดำเนินการไปสู่การเรียนรู้ที่เปิดกว้างและกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจในสิ่งอื่นๆ ได้ (Jarrett, 1997)
เราอาจจะคิดว่าการเรียนรู้ด้วยโครงงานเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เชิงค้นคว้า มีงานวิจัยที่สรุปเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้วยโครงงานไว้ว่าเป็นโครงงานจะเน้นให้ผู้เรียนสนใจในปัญหาหรือคำถามที่จะผลักดันให้เข้า ถึงแก่นของแนวคิดหรือหลักการนั้น (Thomas, 2000, p. 3) ยิ่งไปกว่านั้น กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้นักเรียนรู้จักการค้นคว้าและสร้างสรรค์ความรู้เชิงนวัตกรรมด้วยตนเอง (Thomas, 2000) โดยปกติแล้ว นักเรียนจะเป็นผู้สร้างทางเลือกในการออกแบบโครงงานเอง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ตอบสนองต่อความสนใจใครรู้และความอยากรู้อยากเห็น และในการพยายามที่จะคำถามเหล่านั้น นักเรียนอาจได้บรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่แม้แต่ครูเองก็ยังไม่ได้กำหนดไว้

ประโยชน์ของการเรียนรู้แบบโครงงานมีอะไรบ้าง
>
.........การเรียนรู้ด้วยโครงงานจะมีประโยชน์ที่หลากหลายทั้งต่อครูและนักเรียน ในการที่จะช่วยสร้างองค์ความรู้จากการค้นคว้ามีผลงานวิจัยเพิ่มมากขึ้นที่รับรองว่าการเรียนรู้ด้วยโครงงานจะทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมลดการขาดเรียนเพิ่มทักษะในการเรียนรู้แบบร่วมมือและช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (George Lucas Educational Foundation, 2001)
สำหรับนักเรียนแล้ว ประโยชน์ที่ได้จากการเรียนรู้ด้วยโครงงาน มีดังนี้
• เพิ่มอัตราการเข้าเรียน เสริมสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง และพัฒนาทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้ (Thomas, 2000)
• เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดการเรียนรู้แบบอื่นแล้ว ผลสัมฤทธิ์มค่าเท่ากับหรือสูงกว่า หากผู้เรียนได้มีส่วนรับผิดชอบในการทำโครงงาน (Boaler, 1997; SRI, 2000)
• เปิดโอกาสให้มีการพัฒนาทักษะที่ซับซ้อน เช่น ทักษะการคิดขั้นสูง การแก้ปัญหา การทำงานแบบร่วมมือและการสื่อสาร (SRI, 2000)
• ให้โอกาสที่เปิดกว้างต่อการเรียนรู้ในชั้นเรียน มีการปรับใช้กลวิธีเพื่อรองรับผู้เรียนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม (Railsback, 2002)
>
.........การเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบนี้จะเป็นที่น่าสนใจสำหรับนักเรียนหลายๆ คนจากการที่ได้รับประสบการณ์ตรง โดยจะได้รับบทบาทและใช้พฤติกรรมของผู้ที่ส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการทำหนังสารคดีเกี่ยวกับอนุรักษ์สภาพแวดล้อม การออกแบบแผ่นพับที่แนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นหรือสร้างงานนำเสนอเพื่อแสดงข้อดีข้อเสียของการก่อสร้างห้างสรรพสินค้า นักเรียนจะได้มีส่วนร่วมในสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกจริงๆ ที่มีความสำคัญนอกชั้นเรียน

>
.........ประโยชน์ที่ได้สำหรับครูที่นอกจากจะเป็นการพัฒนาคุณภาพด้านวิชาชีพแล้วยังช่วยให้เกิดการทำงานแบบร่วมมือกับเพื่อนครูด้วยกัน รวมทั้งโอกาสที่จะได้สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียนด้วย (Thomas, 2000) นอกจากนั้นยังมีครูอีกมากที่รู้สึกยินดีที่ได้ค้นพบรูปแบบวิธีสอนที่เหมาะสมกับความหลากหลายของนักเรียนด้วยการเปิดโอกาสในการเรียนรู้ในชั้นเรียนยังพบอีกว่านักเรียนที่จะได้ประโยชน์จากวิธีเรียนด้วยโครงงานมักจะเป็นนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการแบบเดิมไม่ค่อยได้ผลดีนัก (SRI, 2000)

วิธีสอนนี้เปลี่ยนแปลงการสอนในห้องเรียนแบบเดิมๆ อย่างไรบ้าง
>
.........โครงการพัฒนาคุณภาพวิชาชีพครู Intel® Teach to the Future (2003) ได้กล่าวในงานนำเสนอเพื่อชี้แจงโครงการว่าห้องเรียนที่ครูใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงาน จะมี
• คำถามที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องคำตอบเดียว
• มีบรรยากาศที่จะยอมรับข้อผิดพลาดและการเปลี่ยนแปลง
• นักเรียนมีการตัดสินใจโดยมีกรอบแนวคิด
• นักเรียนได้ออกแบบวิธีการที่จะแก้ไขปัญหา
• นักเรียนมีโอกาสที่จะประเมินกิจกรรมที่ทำ
• มีการประเมินเป็นกระบวนการต่อเนื่อง
• มีผลผลิตในขั้นสุดท้ายและสามารถประเมินคุณภาพได้

>
.........สำหรับนักเรียนที่คุ้นเคยกับวิธีจัดการเรียนการสอนแบบเดิมๆจะพบว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงการทำงานจากทำตามสั่งมาเป็นการทำงานที่กำหนดเป้าหมายด้วยตนเองจากการเน้นความจำและทำงานซ้ำๆมาเป็นการค้นคว้า การบูรณาการและการนำเสนอ จากการฟังและการตอบคำถามมาเป็นการสื่อสารและมีความรับผิดชอบ จากความรู้เชิงข้อเท็จจริงด้านเนื้อหามาเป็นความเข้าใจกระบวนการ จากการรู้ทฤษฎีมาเป็นการประยุกต์ใช้ จากการต้องพึ่งพาครูผู้สอนมาเป็นการพึ่งพาตนเอง (Intel, 2003)


ครูต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายอะไรบ้าง

>
.........ครูที่นำการจัดการเยนรู้ด้วยโครงงานมาสู่ชั้นเรียนจำเป็นจะต้องนำเอากลวิธีการสอนใหม่ๆมาใช้เพื่อให้เกิดความสำเร็จนอกจากนี้นักวิชาการยังเห็นด้วยว่าครูควรปรับบทบาทจากผู้สอนหรือถูกสอนมาเพื่อสอนมาเป็นผู้ชี้แนะหรือผู้จัดประสบการณ์ด้านการเรียนรู้มากกว่า
การสอนโดยตรงที่ต้องพึ่งพาตำราเรียน การสอนแบบบรรยายและการสอบแบบเดิมๆ อาจไม่ได้ผลตามที่คาดหากเทียบกับโลกแห่งการเรียนรู้ด้วยโครงงานที่เปิดกว้างและเชื่อมโยงกันหลายกลุ่มสาระ และถึงแม้ว่าครูจะทำหน้าที่เป็นโค้ชให้คำแนะนำแนวทางมากกว่าการบอกการสอน แต่ครูเองก็ต้องยอมรับข้อบกพร่องที่อาจเกิดขณะที่นักเรียนพยายามทำโครงงานให้สำเร็จ (Intel, 2003). ในขณะทำโครงงาน ตัวครูเองอาจพบว่าตัวเองก็กำลังเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับนักเรียนได้เช่นเดียวกัน

สิ่งท้าทายที่ครูต้องเผชิญ อาจรวมถึง

• การจดจำถึงสถานการณ์ที่อาจนำมาทำเป็นโครงงานที่ดี
• ปัญหาที่อาจก่อให้เกิดโอกาสในการเรียนรู้
• การร่วมมือกับเพื่อนครู่เพื่อบูรณาการข้ามกลุ่มสาระ
• การจัดการกระบวนการเรียนรู้
• การบูรณาการเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
• การพัฒนาแนวทางในการประเมินตามสภาพจริง
>
.........ที่จริงแล้ว ตัวครูเองก็อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการที่จะเอาชนะความท้าทายตั้งแต่แรก การได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหารจะช่วยทำให้การนำไปใช้จริงมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การกำหนดระยะเวลาหรือการวางแผนร่วมกันและช่วยให้โอกาสในการพัฒนาคุณภาพวิชาชีพแก่ครู

การจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงาน (Project Based Learning)


การจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงาน (Project Based Learning)

......... การนำโครงงานมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนถือได้ว่าไม่ใช่สิ่งใหม่ในการจัดการศึกษา อย่างไรก็ตามในทศวรรษที่ผ่านมามีการนำมาใช้ได้ค่อยพัฒนาจนได้รับการยอมรับเป็นกลวิธีการสอนอย่างเป็นทางการ การจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานได้เข้ามามีส่วนสำคัญในห้องเรียนเมื่อมีงานวิจัยมาสนับสนุนสิ่งที่ครูได้เชื่อมั่นมายาวนานก่อนหน้านี้ว่านักเรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้นเมื่อมีโอกาสได้ค้นคว้าในสิ่งที่ซับซ้อน ท้าทายหรือในบางครั้งเป็นประเด็นปัญหายุ่งยากที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้

>
.........การเรียนรู้ด้วยโครงงานจะเป็นไปตามความสนใจของนักเรียน การออกแบบโครงงานที่ดีจะกระตุ้นให้เกิดการค้นคว้าอย่างกระตือรือล้นและใช้ทักษะการคิดขั้นสูง (Thomas, 1998) มีงานวิจัยเกี่ยวกับสมองได้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมการเรียนรู้ลักษณะนี้ ศักยภาพในการรับรู้สิ่งใหม่ๆของนักเรียนจะถูกยกระดับขึ้นเมื่อได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการแก้ปัญหาที่มีความหมายและเมื่อนักเรียนได้รับความช่วยเหลือให้เข้าใจว่าความรู้กับทักษะเหล่านั้นสัมพันธ์กันด้วยเหตุใด เมื่อไหร่และอย่างไร (Bransford, Brown, & Conking, 2000, p. 23)

การเรียนรู้ด้วยโครงงานคืออะไร
>
.........การจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานเป็นรูปแบบวิธีสอนที่จะนำนักเรียนเข้าสู่การแก้ปัญหาที่ท้าทายและสร้างชิ้นงานได้สำเร็จด้วยตนเองโครงงานที่จะมาช่วยสร้างสภาวะการเรียนรู้ภายในชั้นเรียนจะเกิดได้ในหลายกลุ่มสาระการเรียนรู้ในหลายเนื้อหาและในหลายระดับช่วงชั้นโครงงานจะเกิดขึ้นบนความท้าทายจากคำถามที่ไม่สามารถตอบได้จากการท่องจำ โครงงานจะสร้างบทบาทหลากหลายขึ้นในตัวนักเรียน-เป็นผู้ที่แก้ปัญหา คนที่ตัดสินใจ นักค้นคว้า นักวิจัยโครงงานจะตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจงทางการศึกษา;ไม่ใช้สิ่งที่แปลกแยกหรือเพิ่มเติมลงไปในหลักสูตรเนื้อหาที่แท้จริง


การเรียนรู้ด้วยโครงงานเกี่ยวข้องกับการค้นคว้าอย่างไร

>
.........การค้นคว้าจะเป็นการรวบรวมกิจกรรมหลากหลายที่ตอบสนองต่อธรรมชาติของเราในเรื่องความอยากรู้อยากเห็นที่มีต่อสิ่งรอบตัวการค้นคว้าจะมีความหมายเฉพาะเจาะจงในประเด็นทางการศึกษา ครูที่ใช้กระบวนค้นคว้าเป็นหลักในการจัดการเรียนการสอนจะกระตุ้นให้นักเรียนรู้จักตั้งคำถาม วางแผนดำเนินงานในการค้นคว้า การสังเกต และบอกสิ่งที่ค้นพบได้ แต่อย่างไรก็ดี อาจจะเป็นได้มากกว่านั้นก็ได้ กิจกรรมการค้นคว้าในห้องเรียนอาจเกิดต่อเนื่องไปตลอดการเรียนรู้-จากการเรียนรู้แบบเดิมที่มีครูเป็นผู้ดำเนินการไปสู่การเรียนรู้ที่เปิดกว้างและกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจในสิ่งอื่นๆ ได้ (Jarrett, 1997)
เราอาจจะคิดว่าการเรียนรู้ด้วยโครงงานเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เชิงค้นคว้า มีงานวิจัยที่สรุปเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้วยโครงงานไว้ว่าเป็นโครงงานจะเน้นให้ผู้เรียนสนใจในปัญหาหรือคำถามที่จะผลักดันให้เข้า ถึงแก่นของแนวคิดหรือหลักการนั้น (Thomas, 2000, p. 3) ยิ่งไปกว่านั้น กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้นักเรียนรู้จักการค้นคว้าและสร้างสรรค์ความรู้เชิงนวัตกรรมด้วยตนเอง (Thomas, 2000) โดยปกติแล้ว นักเรียนจะเป็นผู้สร้างทางเลือกในการออกแบบโครงงานเอง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ตอบสนองต่อความสนใจใครรู้และความอยากรู้อยากเห็น และในการพยายามที่จะคำถามเหล่านั้น นักเรียนอาจได้บรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่แม้แต่ครูเองก็ยังไม่ได้กำหนดไว้

ประโยชน์ของการเรียนรู้แบบโครงงานมีอะไรบ้าง
>
.........การเรียนรู้ด้วยโครงงานจะมีประโยชน์ที่หลากหลายทั้งต่อครูและนักเรียน ในการที่จะช่วยสร้างองค์ความรู้จากการค้นคว้ามีผลงานวิจัยเพิ่มมากขึ้นที่รับรองว่าการเรียนรู้ด้วยโครงงานจะทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมลดการขาดเรียนเพิ่มทักษะในการเรียนรู้แบบร่วมมือและช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (George Lucas Educational Foundation, 2001)
สำหรับนักเรียนแล้ว ประโยชน์ที่ได้จากการเรียนรู้ด้วยโครงงาน มีดังนี้
• เพิ่มอัตราการเข้าเรียน เสริมสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง และพัฒนาทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้ (Thomas, 2000)
• เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดการเรียนรู้แบบอื่นแล้ว ผลสัมฤทธิ์มค่าเท่ากับหรือสูงกว่า หากผู้เรียนได้มีส่วนรับผิดชอบในการทำโครงงาน (Boaler, 1997; SRI, 2000)
• เปิดโอกาสให้มีการพัฒนาทักษะที่ซับซ้อน เช่น ทักษะการคิดขั้นสูง การแก้ปัญหา การทำงานแบบร่วมมือและการสื่อสาร (SRI, 2000)
• ให้โอกาสที่เปิดกว้างต่อการเรียนรู้ในชั้นเรียน มีการปรับใช้กลวิธีเพื่อรองรับผู้เรียนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม (Railsback, 2002)
>
.........การเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบนี้จะเป็นที่น่าสนใจสำหรับนักเรียนหลายๆ คนจากการที่ได้รับประสบการณ์ตรง โดยจะได้รับบทบาทและใช้พฤติกรรมของผู้ที่ส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการทำหนังสารคดีเกี่ยวกับอนุรักษ์สภาพแวดล้อม การออกแบบแผ่นพับที่แนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นหรือสร้างงานนำเสนอเพื่อแสดงข้อดีข้อเสียของการก่อสร้างห้างสรรพสินค้า นักเรียนจะได้มีส่วนร่วมในสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกจริงๆ ที่มีความสำคัญนอกชั้นเรียน

>
.........ประโยชน์ที่ได้สำหรับครูที่นอกจากจะเป็นการพัฒนาคุณภาพด้านวิชาชีพแล้วยังช่วยให้เกิดการทำงานแบบร่วมมือกับเพื่อนครูด้วยกัน รวมทั้งโอกาสที่จะได้สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียนด้วย (Thomas, 2000) นอกจากนั้นยังมีครูอีกมากที่รู้สึกยินดีที่ได้ค้นพบรูปแบบวิธีสอนที่เหมาะสมกับความหลากหลายของนักเรียนด้วยการเปิดโอกาสในการเรียนรู้ในชั้นเรียนยังพบอีกว่านักเรียนที่จะได้ประโยชน์จากวิธีเรียนด้วยโครงงานมักจะเป็นนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการแบบเดิมไม่ค่อยได้ผลดีนัก (SRI, 2000)

วิธีสอนนี้เปลี่ยนแปลงการสอนในห้องเรียนแบบเดิมๆ อย่างไรบ้าง
>
.........โครงการพัฒนาคุณภาพวิชาชีพครู Intel® Teach to the Future (2003) ได้กล่าวในงานนำเสนอเพื่อชี้แจงโครงการว่าห้องเรียนที่ครูใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงาน จะมี
• คำถามที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องคำตอบเดียว
• มีบรรยากาศที่จะยอมรับข้อผิดพลาดและการเปลี่ยนแปลง
• นักเรียนมีการตัดสินใจโดยมีกรอบแนวคิด
• นักเรียนได้ออกแบบวิธีการที่จะแก้ไขปัญหา
• นักเรียนมีโอกาสที่จะประเมินกิจกรรมที่ทำ
• มีการประเมินเป็นกระบวนการต่อเนื่อง
• มีผลผลิตในขั้นสุดท้ายและสามารถประเมินคุณภาพได้

>
.........สำหรับนักเรียนที่คุ้นเคยกับวิธีจัดการเรียนการสอนแบบเดิมๆจะพบว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงการทำงานจากทำตามสั่งมาเป็นการทำงานที่กำหนดเป้าหมายด้วยตนเองจากการเน้นความจำและทำงานซ้ำๆมาเป็นการค้นคว้า การบูรณาการและการนำเสนอ จากการฟังและการตอบคำถามมาเป็นการสื่อสารและมีความรับผิดชอบ จากความรู้เชิงข้อเท็จจริงด้านเนื้อหามาเป็นความเข้าใจกระบวนการ จากการรู้ทฤษฎีมาเป็นการประยุกต์ใช้ จากการต้องพึ่งพาครูผู้สอนมาเป็นการพึ่งพาตนเอง (Intel, 2003)


ครูต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายอะไรบ้าง

>
.........ครูที่นำการจัดการเยนรู้ด้วยโครงงานมาสู่ชั้นเรียนจำเป็นจะต้องนำเอากลวิธีการสอนใหม่ๆมาใช้เพื่อให้เกิดความสำเร็จนอกจากนี้นักวิชาการยังเห็นด้วยว่าครูควรปรับบทบาทจากผู้สอนหรือถูกสอนมาเพื่อสอนมาเป็นผู้ชี้แนะหรือผู้จัดประสบการณ์ด้านการเรียนรู้มากกว่า
การสอนโดยตรงที่ต้องพึ่งพาตำราเรียน การสอนแบบบรรยายและการสอบแบบเดิมๆ อาจไม่ได้ผลตามที่คาดหากเทียบกับโลกแห่งการเรียนรู้ด้วยโครงงานที่เปิดกว้างและเชื่อมโยงกันหลายกลุ่มสาระ และถึงแม้ว่าครูจะทำหน้าที่เป็นโค้ชให้คำแนะนำแนวทางมากกว่าการบอกการสอน แต่ครูเองก็ต้องยอมรับข้อบกพร่องที่อาจเกิดขณะที่นักเรียนพยายามทำโครงงานให้สำเร็จ (Intel, 2003). ในขณะทำโครงงาน ตัวครูเองอาจพบว่าตัวเองก็กำลังเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับนักเรียนได้เช่นเดียวกัน

สิ่งท้าทายที่ครูต้องเผชิญ อาจรวมถึง

• การจดจำถึงสถานการณ์ที่อาจนำมาทำเป็นโครงงานที่ดี
• ปัญหาที่อาจก่อให้เกิดโอกาสในการเรียนรู้
• การร่วมมือกับเพื่อนครู่เพื่อบูรณาการข้ามกลุ่มสาระ
• การจัดการกระบวนการเรียนรู้
• การบูรณาการเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
• การพัฒนาแนวทางในการประเมินตามสภาพจริง
>
.........ที่จริงแล้ว ตัวครูเองก็อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการที่จะเอาชนะความท้าทายตั้งแต่แรก การได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหารจะช่วยทำให้การนำไปใช้จริงมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การกำหนดระยะเวลาหรือการวางแผนร่วมกันและช่วยให้โอกาสในการพัฒนาคุณภาพวิชาชีพแก่ครู

การเรียนการสอนด้วยวิธีสตอริไลน์ ( Storyline method)


การเรียนการสอนด้วยวิธีสตอริไลน์ ( Storyline method)

....... การเรียนการสอนที่ผ่านมาในอดีต มักจะเป็นการสอนที่เน้นครูเป็นศูนย์กลาง (Teacher - centered) ครูมีบทบาอย่างมากที่จะพัฒนาคุณภาพและสมรรถนะของคนให้เป็นคนดี มีสุขภาพพลานามัยที่ดี วิธีการสอนแบบเดิมมักจะเป็นการบรรยาย หรือการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ผู้เรียนได้ฟัง ครูจะเป็นผู้นำเสนอแต่เพียงผู้เดียวแต่ปัจจุบันซึ่งเป็นยุคสารสนเทศ อันเป็นยุคที่ชาติต้องเผชิญกับการแข่งขันทางเศรษฐกิจและสังคม จึงต้องมีการเตรียมลักษณะของคนไทยที่พึงประสงค์ มีการจัดสิ่งแวดล้อมทางการศึกษาใหม่มาเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Child - centered) มีนวัตกรรมการสอนที่น่าสนใจวิธีหนึ่งที่สามารถฝึกให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตจริงใช้กระบวนการคิด วิเคราะห์ไตร่ตรอง รวมทั้งกระบวนการคิดอย่างมีวิจารญาณ อันจะนำไปสู่การตัดสินใจการแก้ปัญหา ตลอดจนการริเริ่มสร้างสรรค์ โดยการใช้หลักการบรูณาการ วิธีนี้เป็นผลจากการค้นพบของ สตีฟ เบลล์ (Steve Bell) นักการศึกษาชาวสก็อต เรียกว่า การเรียนการสอนที่เน้นสตอริไลน์ (Storyline approach) และยังเรียกว่า วิธีสตอริไลน์ (Storyline method) เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยมีการผูกเรื่องแต่ละตอนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเรียงลำดับเหตุการณ์หรือเรียกว่ากำหนดเส้นทางการเดินทางเดินเรื่อง (topic line) และใช้คำถามหลัก (key question) เป็นตัวนำสู่การให้นักเรียนทำกิจกรรมอย่างหลากหลายเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง องค์ประกอบสำคัญของวิธิสตอริไลน์มีอยู่ 4


องค์ประกอบ คือ

1. ฉาก โดยระบุสถานที่และเวลาโดยเฉพาะ
2. ตัวละคร อาจเป็นคนหรือเป็นสัตว์
3. วิถีการดำเนินชีวิตเพื่อใช้ในการศึกษา
4. ปัญหาที่ให้ผู้เรียนฝึกแก้ไข
.......วิธีสตอริไลน์เป็นแนวการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการบูรณาการ มีลักษณะเฉพาะคือ การผูกเป็นเรื่องราวหรือมีเส้นทางเดินเรื่อง แบ่งเรื่องราวออกเป็นฉากและเรียงลำดับอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้เรียนตามสภาพจริงสามารถถ่ายโยงความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้ ให้อิสระกับผู้เรียนและมีความสุขกับการได้แสดงออก สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข สามารถขยายความรู้ได้ด้วยตนเอง มีทักษะการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
ข้อคิดที่ได้จากการอ่านบทความนี้คือรูปแบบและวิธีการสอนที่น่าสนใจและแตกต่างจากรูปแบบเดิมๆที่เคยพบมา และเป็นการสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวของเด็กเองและสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้

เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษ บทสัมภาษณ์อาจารย์สาริน งามจิตร์

........ในประเทศเราทุกวันนี้เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าภาษาอังกฤษมีความจำเป็นในการศึกษาและการทำงาน ความก้าวหน้าในวิทยาการของต่างประเทศที่มีมากกว่าทำให้เราต้องอ่านตำราภาษาอังกฤษ ติดต่อศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ความก้าวหน้า ความจำเป็นอันเดียวกันนี้เองทำให้คนทำงานต้องรู้ภาษาอังกฤษ เพื่อโอกาสในการได้รับเลือกเข้าทำงานและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ผู้เขียนเองชอบเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนและเป็นคนตั้งใจเรียนอยู่เป็นทุนเดิม นอกจากนี้ ยังโชคดีได้พบอาจารย์ซึ่งมีความรู้ภาษาอังกฤษและเทคนิคการถ่ายทอดดีเยี่ยม ความเก่งและทุ่มเทของอาจารย์ทำให้ลูกศิษย์มีแรงจูงใจที่จะเรียนและรักภาษาอังกฤษไปโดยปริยาย ความรู้ที่อาจารย์ให้เป็นพื้นฐานมาจนถึงทุกวันนี้ที่กลายมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ก็ยังมีอาจารย์เป็นต้นแบบวันนี้ผู้เขียนจึงขอนำเสนอบทสัมภาษณ์ อาจารย์สาริน งามจิตร์ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวการเป็นนักเรียนและครูสอนภาษาอังกฤษซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนและเพื่อนครูด้วยกัน  ขอทราบประวัติและคุณวุฒิของอาจารย์ค่ะเกิดที่ อ.เมือง จังหวัด พะเยา เรียนชั้นประถมปีที่ 1-3 ที่พะเยา แล้วย้ายมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – ม.ศ. 3 ที่โรงเรียนผดุงดรณี-โปร่งใจ หลังจากนั้นไปเรียนต่อชั้น ม.ศ. 4 – 5 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในปี 2516 ได้เข้าศึกษาต่อที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเอกวิชาภาษาอังกฤษ วิชาโท คือ ประวัติศาสตร์ และภาษาไทย เริ่มรับราชการครูที่โรงเรียน ราชวินิตบางแก้ว เมื่อปี พ.ศ. 2520 แล้วย้ายมาสอนที่โรงเรียนเตรียมอุดมฯ ปี พ.ศ. 2524 เดินทางไปเรียนปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา ปี พ.ศ. 2527 ได้รับปริญญา M.A. จาก Central Missouri State University แล้วก็กลับมาสอนที่โรงเรียน เตรียมอุดม ค่ะ อาจารย์มีความรู้ภาษาอังกฤษดีเยี่ยม ช่วยบอกหน่อยค่ะว่าจะเรียนภาษาอังกฤษให้ประสบความสำเร็จอย่างนี้ได้อย่างไร ก่อนอื่นครูคงต้องขอออกตัวก่อนว่า ภาษาอังกฤษของครูคงไม่ถึงขั้นดีเยี่ยมหรอกค่ะ เพียงแต่สามารถใช้สื่อสารได้ดีพอสมควร สำหรับใครก็ตามที่อยากเก่งภาษาอังกฤษ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้อง มีความรักในภาษาอังกฤษเสียก่อน เมื่อเราชอบอะไรแล้ว เราก็จะมีความพากเพียรที่จะทำสิ่งนั้นให้ออกมาดีที่สุด นอกจากความชอบแล้ว ปัจจัยต่อมาก็คือ เราได้รับการสอนจากใคร สำหรับตัวครูต้องเรียกว่า ครูโชคดีมากๆ ที่ได้ครูภาษาอังกฤษคนแรกในชีวิตที่น่ารักและให้กำลังใจในการเรียนเป็นที่สุด เพราะครูเป็นเด็กบ้านนอกมาเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ ตอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งคนอื่นๆ เขาเรียนมาก่อนเราถึง 4-5 ปี แต่คุณครูวีณา ซึ่งเป็นครูภาษาอังกฤษ
........คนแรกของครูในโรงเรียนผดุงดรุณีได้มีส่วนช่วยอย่างมากๆ โดยเฉพาะ เรื่องคำศัพท์ คุณครูเรียกมาอ่านก่อนเข้าชั้นเรียนทุกเช้า ทำให้คำศัพท์ของครูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภายในเวลาเพียง 1 ปี ครูก็สามารถเรียนตามเพื่อนๆ ได้และก็สามารถแซงหน้าเพื่อนๆ อีกหลายคนได้ในเวลาต่อมา นอกจากนี้ครูก็ชอบฟังเพลงภาษาอังกฤษ ชอบดูภาพยนตร์ต่างประเทศ ชอบดู UBC ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มทักษะด้านต่างๆ ได้ดี  นอกจากจะมีความรู้ในวิชาที่สอนดีเยี่ยมแล้ว อาจารย์ยังสามารถถ่ายทอดความรู้นี้ให้กับนักเรียนได้เต็มที่ อาจารย์คิดว่าปัจจัยอะไรทำให้ครูคนหนึ่งสามารถสอนภาษาอังกฤษได้ดีสำหรับเรื่องการสอนภาษาอังกฤษให้ได้ดีนั้น ครูคิดว่า ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมากเลยค่ะ เหมือนกับการปลูกพืช ก่อนอื่นเราต้องดูเนื้อดิน ก่อนว่า ดินแปลงนี้เราจะปลูกพืชลงไปนั้นเป็นดินชนิดไหน ดี หรือด้อยประการใด เช่นเดียวกับนักเรียน เวลาที่ครูสอนเด็กค่อนข้างอ่อน ก็ใช้วิธีหนึ่ง และถ้าสอนนักเรียนที่เก่งแล้ว ก็จะใช้อีกวิธีหนึ่ง มิเช่นนั้นแล้ว การเรียนการสอนจะน่าเบื่อมากๆ ถ้าครูผู้สอนไม่ปรับวิธีการสอน ปัจจัยที่สองก็คือ ครูผู้สอนต้องมีความรู้ในวิชาที่ตัวเองสอนอย่างแม่นยำและถูกต้อง มิฉะนั้นจะทำให้นักเรียนหมดศรัทธาในตัวครูผู้สอนได้ ดังนั้น ครูจึงเตรียมการสอนอย่างเต็มที่ก่อนเข้าสอนและดูข่าว อ่านหนังสือพิมพ์ ทุกเช้า เพื่อสามารถโยงเรื่องต่างๆ เข้าสู่บทเรียน เพื่อทำให้การเรียนไม่น่าเบื่อ และนักเรียนจะได้คำศัพท์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย ปัจจัยต่อมาก็คือ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามได้เต็มที่ ถ้าเจอคำถามที่ตอบไม่ได้ ครูก็จะบอกกับนักเรียนตรงๆ ว่าครูไม่ทราบ หรือไม่แน่ใจ แต่ครูจะไปค้นหาคำตอบมาให้ทีหลัง โดยไม่ต้องกลัวเสียหน้า เพราะถ้าครูคนไหนตอบผิดๆ ไปจะเกิดผลเสียมากกว่า ผลดีค่ะ สำหรับตัวครูเอง จะบอกกับนักเรียนเสมอ ครูไม่ใช่เจ้าของภาษา ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะต้องรู้ทุกเรื่อง การอ่านหนังสือภาษาอังกฤษมากๆ จะช่วยได้มากเลยค่ะ ในการหาความรู้แล้วนำมาถ่ายทอดอีกทีหนึ่ง และประการสุดท้ายที่ครูคิดว่าสำคัญมากในการสอนภาษาอังกฤษให้ได้ดีก็คือ พยายามทำให้นักเรียนสนุกในการเรียนและทำให้นักเรียนเห็นว่าเมื่อเรียนไปแล้ว เขาสามารถใช้ประโยชน์ได้จริงๆ ซึ่งบางครั้งครูก็อาจจะต้องทำตัวเป็น Entertainer เพื่อให้นักเรียนมีความสุขในการเรียนค่ะ  การสอนที่โดดเด่นมากของอาจารย์คือ การให้ Input อาจารย์ให้ศัพท์เยอะมากและสอนทั้งความหมาย ไวยากรณ์และการใช้ ในความเห็นของอาจารย์ ศัพท์มีความสำคัญในการเรียนอย่างไรคะ และ อาจารย์แนะนำว่าควรสอนศัพท์อย่างไรในเรื่องการสอนคำศัพท์ และไวยากรณ์ให้กับนักเรียนนั้น ครูคิดว่า นักเรียนส่วนใหญ่มักจะเรียนไวยากรณ์ โดยการท่องจำ โดยไม่เข้าใจว่า ทำไมจะต้องใช้รูปประโยคแบบนั้น ซึ่งพอถึงเวลาจะต้องนำไปใช้จริงๆ ก็ไม่สามารถเขียนประโยคที่ถูกต้องได้ ดังนั้น ทุกครั้งที่ครูสอนไวยากรณ์ให้นักเรียนแล้ว ครูจะทำ Quiz สั้นๆ เพื่อทดสอบความเข้าใจของนักเรียนเสมอ ถ้าพบว่า นักเรียนคนไหนยังไม่เข้าใจก็จะเรียกมาอธิบายซ้ำอีกครั้ง หรือจนกว่าจะเข้าใจ สำหรับครูเอง คิดว่า ตัวเราเรียนอะไรด้วยความเข้าใจแล้ว เราจะจำได้จนวันตาย แต่การท่องจำ เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน เราก็จะลืมได้ นอกจากนี้เวลาสอนไวยากรณ์ ครูก็จะพยายามยกตัวอย่างจากเรื่องที่ใกล้ตัว หรือเรื่องนักเรียนสนใจ เพื่อทำให้ตัวอย่างนั้นๆ อยู่ในความทรงจำของนักเรียน สำหรับการสอนคำศัพท์นั้น ก็สำคัญ พอๆ กับการสอนไวยากรณ์
โดยเฉพาะ นักเรียนไทยจะมีปัญหาเรื่องคำศัพท์มากๆ เวลาอ่านภาษาอังกฤษ ก่อนอื่น ครูจะพยายามแตกศัพท์ให้นักเรียนมากๆ เพื่อจะได้รู้จักหน้าที่ของคำ และรู้จัก root word แล้วสามารถแตกศัพท์ โดยการเติม prefix หรือ suffix ก็จะทำให้นักเรียนได้รู้จักศัพท์มากขึ้น ต่อมาก็คือ พยายามให้นักเรียนรู้จักเดาความหมายของคำศัพท์จาก Context ดังนั้น เวลาครูสอนก็จะสอนจาก Context ไม่ใช่สอนเป็นคำๆ โดดๆ เพราะนักเรียนจะจำไม่ได้ และถ้าสามารถเล่าที่มาที่ไปของคำศัพท์นั้นๆ ได้จะยิ่งทำให้นักเรียนสามารถจำคำศัพท์นั้นๆ ได้ดียิ่งขึ้น ปัญหาอีกอย่างหนึ่งในการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนก็คือ การแปลคำศัพท์ให้กับนักเรียน เพราะบางครั้งภาษาไทยมีคำเดียว แต่ภาษาอังกฤษมีถึง 3-4 คำ ถ้าครูผู้สอนไม่แจกแจงอย่างถูกต้อง เวลาที่นักเรียนนำไปใช้ก็จะใช้อย่างผิดๆ เช่น คำว่า “โอกาส” ภาษาอังกฤษจะมีคำว่า Chance, Opportunity, Occasion ดังนั้น ครูผู้สอนต้องเข้าใจการใช้คำศัพท์เหล่านี้ในภาษาอังกฤษได้อย่างดีก่อน แล้วจึงจะสามารถอธิบายและยกตัวอย่างประกอบให้กับนักเรียนได้ เพราะจากประสบการณ์ในการสอนมากกว่า 26 ปี ครูพบว่า เวลาให้นักเรียนแต่งเรียงความเป็นภาษาอังกฤษ นักเรียนไทยจะมีปัญหาในการเลือกหาคำศัพท์ที่ถูกต้องมาใช้ในประโยคเสมอ นอกจากนี้ เนื่องจากทุกวันนี้ เราอยู่ในโลกที่ไร้พรมแดน ทำให้คำศัพท์ใหม่ๆ เกิดขึ้นแทบทุกวัน ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูผู้สอนภาษาอังกฤษจะต้องใฝ่รู้ มิเช่นนั้น ก็จะตามนักเรียนไม่ทัน โดยเฉพาะ technical terms ต่างๆ สำหรับการสอนคำศัพท์ให้กับนักเรียนนั้น ถ้าจะให้ดี ครูผู้สอนควรจะให้ความหมายเป็นภาษาอังกฤษง่ายๆ ให้กับนักเรียนด้วย อย่าแปลเป็นภาษาไทยอย่างเดียว และถ้าจะทดสอบว่า นักเรียนเข้าใจหรือไม่ ก็ให้นักเรียนเลือกคำศัพท์ที่สอนไปแล้ว ไปแต่งประโยคด้วยตนเอง ก็จะทำให้เรารู้ว่า นักเรียนรู้จักหน้าที่ของคำ และความหมายของศัพท์หรือไม่ มีนักเรียนจำนวนมากที่ชอบนำคำคุณศัพท์ไปใช้เป็นคำกริยา เพราะเวลาแปลคำศัพท์จากภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเป็นคำคุณศัพท์ แต่ตรงกับคำกริยาในภาษาไทย เช่น คำว่า “โกรธ” เวลานักเรียนเขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือพูด ก็มักจะบอกว่า “I angry.” ซึ่งผิด ดังนั้นเราต้องอธิบายว่า angry เป็น adj. ไม่ใช่ “verb” จะต้องใช้ตามหลัง v. to be หรือ Linking Verbs เป็นต้น ครูคิดว่า ถ้านักเรียนแยกแยะหน้าที่ของคำได้ และสามารถเข้าใจความหมายของศัพท์ใน context ที่แตกต่างกันได้ ก็จะทำให้นักเรียนเรียนคำศัพท์ได้อย่างดี และใช้ได้อย่างถูกต้อง  อาจารย์ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการสอนและสนทนานอกห้องเรียน ซึ่งมีส่วนทำให้นักเรียนได้รับ input มากและมีแรงจูงใจในการเรียน อาจารย์มีหลักในเรื่องสื่อในการสอนอย่างไรคะ เรื่องการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการสอนและการสนทนานอกห้องเรียนนั้น ครูคิดจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการเรียนการสอนในปัจจุบัน เพราะโรงเรียนไทยในปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถที่

เทคนิคการสอนทักษะการฟังภาษาอังกฤษ

...... ทักษะการฟังภาษาอังกฤษเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องฝึกฝนให้ผู้เรียนเกิดความชำนาญและมีความสามารถในการฟังอย่างเข้าใจในสารที่ได้รับฟัง ครูผู้สอนควรมีความรู้และเทคนิคในการสอนทักษะการฟังอย่างไร จึงจะสามารถจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้ประสบผลสำเร็จ

เทคนิคการสอนทักษะการฟังภาษาอังกฤษ ( Listening Skill)

...... การฟังในชีวิตประจำวันของคนเราจะเกิดขึ้นได้ใน 2 กรณี คือ การฟังที่ได้ยินโดยมิได้ตั้งใจในสถานการณ์รอบตัวทั่วๆไป ( Casual Listening) และ การฟังอย่างตั้งใจและมีจุดมุ่งหมาย ( Focused Listening) จุดมุ่งหมาย หรือวัตถุประสงค์ของการฟัง คือ การรับรู้และทำความเข้าใจใน “สาร” ที่ผู้อื่นสื่อความมาสู่เรา
...... ทักษะการฟังภาษาอังกฤษเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องฝึกฝนให้ผู้เรียนเกิดความชำนาญและมีความสามารถในการฟังอย่างเข้าใจในสารที่ได้รับฟัง ครูผู้สอนควรมีความรู้และเทคนิคในการสอนทักษะการฟังอย่างไร จึงจะสามารถจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้ประสบผลสำเร็จ
1.เทคนิควิธีปฎิบัติ
สิ่งสำคัญที่ครูผุ้สอนควรพิจารณาในการสอนทักษะการฟัง มี 2 ประการ คือ
1.1 สถานการณ์ในการฟัง สถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการฟังภาษาอังกฤษได้นั้น ควรเป็นสถานการณ์ของการฟังที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง สถานการณ์จริง หรือ สถานการณ์จำลองในห้องเรียน ซึ่งอาจเป็น การฟังคำสั่งครู การฟังเพื่อนสนทนา การฟังบทสนทนาจากบทเรียน การฟังโทรศัพท์ การฟังรายการวิทยุ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ ฯลฯ
1.2 กิจกรรมในการสอนฟัง ซึ่งแบ่งเป็น 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมนำเข้าสู่การฟัง ( Pre-listening) กิจกรรมระหว่างการฟัง หรือ ขณะที่สอนฟัง ( While-listening) กิจกรรมหลังการฟัง (Post-listening) แต่ละกิจกรรมอาจใช้เทคนิค ดังนี้
1) กิจกรรมนำเข้าสู่การฟัง ( Pre-listening) การที่ผู้เรียนจะฟังสารได้อย่างเข้าใจ ควรต้องมีข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับสารที่ได้รับฟัง โดยครูผู้สอนอาจใช้กิจกรรมนำให้ผู้เรียนได้มีข้อมูลบางส่วนเพื่อช่วยสร้างความเข้าใจในบริบท ก่อนการรับฟังสารที่กำหนดให้ เช่น
การใช้รูปภาพ อาจให้ผู้เรียนดูรูปภาพที่เกี่ยวกับเรื่องที่จะได้ฟัง สนทนา หรือ อภิปราย หรือ หาคำตอบเกี่ยวกับภาพนั้น ๆการเขียนรายการคำศัพท์ อาจให้ผู้เรียนจัดทำรายการคำศัพท์เดิมที่รู้จัก โดยใช้วิธีการเขียนบันทึกคำศัพท์ที่ได้ยินขณะรับฟังสาร หรือการขีดเส้นใต้ หรือวงกลมล้อมรอบคำศัพท์ในสารที่อ่านและรับฟังไปพร้อมๆกันการอ่านคำถามเกี่ยวกับเรื่อง อาจให้ผู้เรียนอ่านคำถามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในสารที่จะได้รับฟัง เพื่อให้ผู้เรียนได้ทราบแนวทางว่าจะได้รับฟังเกี่ยวกับเรื่องใด เป็นการเตรียมตัวล่วงหน้าเกี่ยวกับข้อมูลประกอบการรับฟัง และค้นหาคำตอบที่จะได้จากการฟังสารนั้นๆ
การทบทวนคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง อาจทบทวนคำศัพท์จากความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งจะปรากฎอีกในสารที่จะได้รับฟัง เป็นการช่วยทบทวนข้อมูลส่วนหนึ่งของสารที่จะได้เรียนรู้ใหม่จากการฟัง
2) กิจกรรมระหว่างการฟัง หรือ กิจกรรมขณะที่สอนฟัง ( While-listening) เป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติในขณะที่รับฟังสารนั้น กิจกรรมนี้มิใช่การทดสอบการฟัง แต่เป็นการ “ฝึกทักษะการฟังเพื่อความเข้าใจ” กิจกรรมระหว่างการฟังนี้ ไม่ควรจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติทักษะอื่นๆ เช่น อ่าน หรือ เขียน หรือ พูด มากนัก ควรจัดกิจกรรมประเภทต่อไปนี้

......ฟังแล้วชี้ เช่น ครูพูดประโยคเกี่ยวกับวัตถุ สิ่งของ หรือ สถานที่รอบตัว ภายในชั้นเรียน ผู้เรียนชี้สิ่งที่ได้ฟังจากประโยคคำพูดของครูฟังแล้วทำเครื่องหมายบนภาพ เช่น ผู้เรียนแต่ละคนมีภาพคนละ 1 ภาพ ในขณะที่ครูอ่านประโยคหรือข้อความ ผู้เรียนจะทำเครื่องหมาย X ลงในบริเวณภาพที่ไม่ตรงกับข้อความที่ได้ฟัง

......ฟังแล้วเรียงรูปภาพ เช่น ผู้เรียนมีภาพชุด คนละ 1 ชุด ครูอ่านสาร ผู้เรียนเรียงลำดับภาพตามสารที่ได้ฟัง โดยการเขียนหมายเลขลงใต้ภาพทั้งชุดนั้น

......ฟังแล้ววาดภาพ เช่น ผู้เรียนมีกระดาษกับปากกาหรือ ดินสอ ครูพูดประโยคที่มีคำศัพท์ที่ต้องการให้นักเรียนวาดภาพ เช่น คำศัพท์เกี่ยวกับวัตถุสิ่งของ สถานที่ สัตว์ ผลไม้ ฯลฯ นักเรียนฟังแล้ววาดภาพสิ่งที่เกี่ยวกับคำศัพท์ที่ได้ฟัง

......ฟังแล้วจับคู่ภาพกับประโยคที่ได้ฟัง ผู้เรียนมีภาพคนละหลายภาพ ครูอ่านประโยคทีละประโยค ผู้เรียนเลือกจับคู่ภาพที่สอดคล้องกับประโยคที่ได้ฟัง โดยการเขียนหมายเลขลำดับที่ของประโยคลงใต้ภาพแต่ละภาพ

......ฟังแล้วปฏิบัติตาม ผู้สอนพูดประโยคคำสั่งให้ผู้เรียนฟัง ผู้เรียนปฏิบัติตามคำสั่งที่ได้ฟังแต่ละประโยค

......ฟังแล้วแสดงบทบาท ผู้สอนพูดประโยคหรือข้อความเกี่ยวกับบทบาทให้ผู้เรียนฟัง ผู้เรียนแสดงบทบาทตามประโยคที่ได้ฟังแต่ละประโยค หรือข้อความนั้น

......ฟังแล้วเขียนเส้นทาง ทิศทาง ผู้เรียนมีภาพสถานที่ต่างๆ คนละ 1 ภาพ ผู้สอนพูดประโยคหรือข้อความเกี่ยวกับเส้นทาง ทิศทาง ที่จะไปสู่สถานที่ต่างๆ ในภาพนั้น ให้ผู้เรียนฟัง ผู้เรียนลากเส้นทางจากตำแหน่งสถานที่แห่งหนึ่งไปสู่ตำแหน่งต่างๆ ตามที่ได้ฟัง
......3) กิจกรรมหลังการฟัง (Post-listening) เป็นกิจกรรมที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษาภายหลังที่ได้ฝึกปฏิบัติกิจกรรมระหว่างการฟังแล้ว เช่น อาจฝึกทักษะการเขียน สำหรับผู้เรียนระดับต้น โดยให้เขียนตามคำบอก (Dictation) ประโยคที่ได้ฟังมาแล้ว เป็นการตรวจสอบความรู้ ความถูกต้องของการเขียนคำศัพท์ สำนวน โครงสร้างไวยากรณ์ ของประโยคนั้น หรือฝึกทักษะการพูด สำหรับผู้เรียนระดับสูง โดยการให้อภิปรายเกี่ยวกับสารที่ได้ฟัง หรืออภิปรายเกี่ยวกับอารมณ์หรือเจตคติของผู้พูด เป็นต้น
......2. เอกสารอ้างอิง
......1. กระทรวงศึกษาธิการ. ชุดฝึกอบรมครูสอนภาษาอังกฤษ ชุดที่ 3 Teaching4 Skills สำหรับวิทยากร: กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2539.
......2. อารีวรรณ เอี่ยมสะอาด. คู่มือการพัฒนาหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ช่วงชั้นที่ 1-2 (ป.1-ป.6) ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : บุ้ค พอยท์, 2546.
......3. บทเรียนที่ได้ (ถ้ามี)
การสอนทักษะการฟังโดยใช้สถานการณ์และกิจกรรมที่นำเสนอข้างต้น จะช่วยพัฒนาคุณภาพทักษะการฟังของผู้เรียนให้สูงขึ้นได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความถี่ในการฝึกฝน ซึ่งผู้เรียนควรจะได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ทักษะการฟังที่ดี จะนำไปสู่ทักษะการพูดที่ดีได้เช่นเดียวกัน
คำสำคัญ ( Keywords)
............ 1. ทักษะการฟัง
............ 2. การฟังโดยมิได้ตั้งใจในสถานการณ์รอบตัวทั่วๆไป ( Casual Listening)
............ 3. การฟังอย่างตั้งใจและมีจุดมุ่งหมาย ( Focused Listening)
............ 4. สถานการณ์ในการฟัง
............ 5. กิจกรรมในการสอนฟัง
............ 6. กิจกรรมนำเข้าสู่การฟัง ( Pre-listening)
............ 7. กิจกรรมระหว่างการฟัง หรือ กิจกรรมขณะที่สอนฟัง ( While-listening)
............ 8. กิจกรรมหลังการฟัง (Post-listening)

เทคนิคการสอนคำศัพท์

คำศัพท์
........ คำศัพท์เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของภาษาทุกภาษา เพราะเป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้เพื่อสื่อความหมายถึงความรู้สึกนึกคิด ความต้องการหรือความรู้ต่าง ๆ ในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การมีความรู้และความสามารถในการใช้คำศัพท์ของบุคคล ๆ หนึ่ง ถือเป็นปัจจัยหลักที่จะบ่งบอกว่าบุคคลผู้นั้นสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด คำศัพท์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องเรียนรู้และเพิ่มพูนอยู่เสมอ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการสื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ (Burns & Lowe. 1966 : 48 ; Taylor. 1990 : 1) และคำศัพท์ก็มีความสำคัญในลักษณะเดียวกันในการเรียนภาษาต่างประเทศ ซึ่งถ้าผู้เรียนมีความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ในภาษาใหม่ไม่เพียงพอ ผู้เรียนก็จะประสบปัญหาในการสื่อความหมายและความต้องการของตนเองในการใช้ภาษาต่างประเทศ และไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังได้อ่านที่นำเสนอเป็นภาษาต่างประเทศ ทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จในการสื่อสาร คำศัพท์จึงเป็นสิ่งที่มิอาจจะละเลยได้ในกระบวนการเรียนการสอน (Huang. 1993 : 7 – 9)ในการสอนคำศัพท์วิชาภาษาอังกฤษให้ได้ผลนั้น ผู้สอนจะต้องทราบเทคนิคและวิธีสอนเป็นอย่างดี ซึ่งเทคนิคและวิธีสอนคำศัพท์ที่สำคัญ ๆ มีรายละเอียดดังหัวข้อต่อไปนี้ คือ
ประเภทของคำศัพท์
........ บำรุง โตรัตน์ (2535 : 10) , ศรีวัย สุวรรณกิตติ (2522 : 15) และ อัญชลี แจ่มเจริญ (2526 : 7) แบ่งประเภทของคำศัพท์ได้ 2 ชนิด ตามลักษณะของการใช้เป็นดังนี้ คือ
........ 1. คำศัพท์ที่ผู้เรียนในระดับนั้น ๆ ได้พบเห็นบ่อย ๆ ทั้งในการฟัง พูด อ่าน และเขียน (Active Vocabulary) นอกจากครูจะสอนให้รู้จักความหมายแล้ว จะต้องสอนให้นักเรียนสามารถใช้คำ ประโยค ได้ทั้งในการพูดและการเขียน ซึ่งถือว่าเป็นทักษะขั้นการนำไปใช้
........ 2. คำศัพท์ที่ผู้เรียนในระดับชั้นนั้น ๆ ไม่ค่อยพบเห็นหรือนาน ๆ จะปรากฏครั้งหนึ่งในการฟังและการอ่าน การสอนคำศัพท์ที่ผู้เรียนไม่ค่อยพบเห็นบ่อย ครูเพียงสอนแต่ให้รู้ความหมายที่ใช้ในประโยคก็เพียงพอ เน้นให้นักเรียนทั้งฟังและอ่านได้เข้าใจ โดยไม่เน้นให้นักเรียนเอาคำศัพท์นั้นมาใช้ในการพูดและเขียน

........ นอกจากนี้ ยังได้มีการแบ่งประเภทของคำศัพท์ตามโอกาสที่จะได้ใช้หรือได้พบใน แต่ละทักษะทางภาษา สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท (นันทิยา แสงสิน. 2527 : 92) ดังนี้
1. คำศัพท์เพื่อการฟัง เป็นคำศัพท์ที่ใช้มากในเด็กเล็ก เพราะไม่เคยเรียนรู้ภาษามาก่อน เป็นคำศัพท์ที่ค่อนข้างง่าย และการเรียนรู้เกิดจากการฟังก่อน
........ 2. คำศัพท์เพื่อการพูด เป็นคำศัพท์ที่ใช้ในภาษาพูด ซึ่งต้องสัมพันธ์กับการฟัง คำศัพท์ที่ใช้ในการพูดนั้นต้องสามารถใช้สื่อความหมายได้ โดยคำศัพท์เพื่อการพูดจำแนกออกได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่ คำศัพท์ที่ใช้ภายในบ้านหรือระหว่างเพื่อนฝูง คำศัพท์ที่ใช้ในการเรียนหรือการทำงาน และคำศัพท์ที่ใช้ในการติดต่อราชการ หรือใช้ในชีวิตประจำวัน

........ 3. คำศัพท์เพื่อการอ่าน เป็นคำศัพท์ที่ใช้ในการอ่านและเป็นปัญหามากสำหรับเด็กที่เรียนภาษา คือ ต้องรู้ความหมายเพื่อที่จะนำไปตีความเนื้อหา และข้อความที่อ่านได้

........ 4. คำศัพท์เพื่อการเขียน เป็นคำศัพท์ที่ใช้ในการเขียน ซึ่งถือว่าเป็นทักษะที่สูงและยาก เป็นคำศัพท์ที่ผู้เรียนจะต้องได้รับการสอนที่ถูกต้องและเป็นทางการ

........ การแบ่งคำศัพท์ออกเป็นประเภทตามลักษณะการใช้และตามโอกาสดังที่กล่าวมานี้ มีผลสำคัญต่อกี่จัดการเรียนการสอนเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ สำหรับบทบาทของผู้สอนแล้ว ผู้สอนจะต้องช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้คำศัพท์ที่จำเป็นสำหรับการใช้ในโอกาสและสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและเหมะสม โดยในการช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้คำศัพท์นั้น หมายถึง การช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์และเกิดพฤติกรรมดังนี้ คือ ออกเสียงและสะกดคำได้ บอกความหมายของคำศัพท์ได้ และสามารถนำคำศัพท์ที่รู้นั้นไปใช้ในการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนได้อย่างถูกต้อง (อิสรา สาระงาม. 2529 : 78 , 1981 : 76)




องค์ประกอบของคำศัพท์

........ ศิธร แสงธนู และ คิด พงศทัต (2521 : 35) กล่าวว่า องค์ประกอบที่สำคัญของคำศัพท์ มีดังนี้
........ 1. รูปคำ (Form) ได้แก่ รูปร่าง หรือการสะกดคำนั้น ๆ ถ้าจะกล่าวตามหลักของภาษาศาสตร์อย่างเคร่งครัดแล้ว คำ ๆ เดียวกัน ความหมายเดียวกัน อาจมีรูปร่างต่างกันก็ได้ เช่น is กับ ’s หรือ will not กับ won’t ในทางตรงกันข้าม man – men , walk – walked ก็มีความหมายแตกต่างกัน เพราะรูปร่างแตกต่างกัน เป็นต้น

........ 2. ความหมาย (Meaning) ได้แก่ ความหมายของคำนั้น ๆ จะมีความหมายที่แฝงอยู่ถึง 4 นัยด้วยกัน คือ

........ 2.1 ความหมายตามพจนานุกรม (Lexical Meaning) ได้แก่ ความหมายของคำตามพจนานุกรม สำหรับภาษาอังกฤษแล้ว คำหนึ่ง ๆ มีความหมายหลายอย่าง บางคำอาจใช้ในความหมายแตกต่างกันเป็นร้อย ทำให้บางคนเข้าใจว่า ความหมายที่แตกต่างออกไปหรือความหมายที่คนไม่ค่อยรู้จักนั้นเป็น “สำนวน” ของภาษาแตกต่างกันเป็นร้อย ทำให้บางคนเข้าใจว่า ความหมายแตกต่างออกไป หรือความหมายที่คนไม่ค่อยรู้จักนั้นเป็น “สำนวน” ของภาษา

........ 2.2 ความหมายทางไวยากรณ์ (Morphological Meaning) คำศัพท์ประเภทนี้ เมื่ออยู่ตามลำพังโดด ๆ อาจหาความหมายได้ง่าย เช่น s เมื่อต่อท้ายคำนามบางจำพวก เช่น hats , pens จะแสดงความหมายเป็นพหูพจน์ของนามนั้น ๆ คือ ช่วยบอกว่ามีจำนวน “มากกว่าหนึ่ง”
........ 2.3 ความหมายจากการเรียงคำ (Syntactic Meaning) ได้แก่ ความหมายที่เกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไป แล้วแต่การเรียงลำดับ เช่น boathouse แตกต่างจาก houseboat หรือ Is she going home ? แตกต่างจาก She is going home.

........ 2.4 ความหมายจากเสียงขึ้น – ลง (Intonation Meaning) ได้แก่ ความหมายของคำที่เปลี่ยนแปลงไปตามเสียงขึ้นลงของผู้พูดเปล่งออกมา ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่มีพยางค์เดียวหรือมากกว่า

........ 3. ขอบเขตของการใช้คำ (Distribution) ซึ่งมีข้อจำกัดแตกต่างกันไปแล้วแต่ไวยากรณ์ของภาษานั้น ๆ สำหรับภาษาอังกฤษจำแนกออกได้เป็น

........ 3.1 ขอบเขตด้านไวยากรณ์ เช่น ในภาษาอังกฤษการเรียงลำดับคำเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ฉะนั้นตำแหน่งของคำในประโยคที่ต่างกันไป ทำให้คำนั้นมีความหมายแตกต่างกันออกไป

........ 3.2 ของเขตทางภาษาพูดและทางภาษาเขียน คำบางคำใช้ในภาษาพูดเท่านั้น ไม่ใช้ในภาษาเขียนเลย ทำนองเดียวกัน คำบางคำใช้ในภาษาเขียนโดยเฉพาะ หากนำมาพูดจะฟังแปร่งหู ผู้ฟังจะรู้ทันทีว่าผู้พูดไม่ใช่เจ้าของภาษา

........ นอกจากขอบเขตของการใช้คำแตกต่างกันไปดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีการใช้คำที่แตกต่างกันแล้วแต่ท้องถิ่น เช่น การใช้คำที่แตกต่างกันระหว่าง British English กับ American English แม้แต่ภายในประเทศเดียวกัน ก็ยังมีภาษาถิ่นที่แตกต่างกันออกไป ยิ่งกว่านั้นในท้องถิ่นเดียวกัน ยังใช้คำหรือภาษาที่แตกต่างกัน แล้วแต่ระดับชั้นของบุคคล ก็ยังปรากฏอยู่เป็นเรื่องธรรมดา

เทคนิคในการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากในการเรียนการสอน ทั้งนี้เพราะหากเทคนิคการสอนไม่เอื้อต่อการเรียนการสอนแล้ว การเรียนการสอนก็ไม่อาจประสบผลสำเร็จได้ เกี่ยวกับเทคนิคการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ศิธร แสงธนู และ คิด พงศทัต (2521 : 36 – 38) กล่าวไว้สรุปได้คือ

........ 1. คำศัพท์ที่สอนควรเป็นคำสั้น ๆ สะกดตรงตัว และเป็นคำที่มีเสียงคล้องจองกัน เช่น fan – man , rat - cat

........ 2. คำที่นำมาสอนควรเป็นคำที่เห็นได้จากใกล้ ๆ ตัวเด็กและเป็นรูปธรรม เช่น ของใช้

........ 3. หากเป็นการสอนรูปประโยคใหม่ ควรใช้คำศัพท์เก่า และควรใช้รูปประโยคเก่าในการสอนคำศัพท์ใหม่ จะทำให้นักเรียนเข้าใจได้ง่ายและเร็วกว่า

........ 4. ควรใช้อุปกรณ์พื้น ๆ เช่น ชอล์กและสีเมจิ ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด โดยการเน้นสิ่งที่ควรเน้น เมื่อเขียนบนกระดานหรือกระดาษ โดยเฉพาะสีแดง ควรใช้เน้นส่วนที่ต้องการเน้นจริง ๆ เท่านั้น

........ 5. เสียงที่ครูไม่แน่ใจ ไม่ควรนำมาสอน จนกว่าจะได้ตรวจสอบความถูกต้องเสียก่อน

........ 6. การจดคำศัพท์ ควรให้นักเรียนวาดภาพประกอบด้วย สร้างความเพลิดเพลินและช่วยทำให้เด็กจำได้มากกว่าเขียนคำแปลเป็นคำ ๆ

........ 7. การฝึกสะกดคำปากเปล่า คำที่มีหลายพยางค์ควรให้เด็กแยกพยางค์สะกด จะทำให้จำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น อาจเป็นการตบมือหรือเคาะจังหวะ เป็นต้น

........ 8. การทำแบบฝึกเสริม ควรมีภาพประกอบมาก ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจของเด็ก

........ 9. นักเรียนที่มีปัญหาในการออกเสียง ครูอาจทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติม ช่วยในการฝึกออกเสียงโดยเฉพาะ (Sound Drill) ฝึกออกเสียงคำเป็นคู่ ๆ

........ 10. การทำแผนการสอน ครูที่สอนชั้นเดียวกันควรร่วมมือกัน เพื่อจะได้กิจกรรมที่หลากหลาย

........ 11. การใช้ภาษาไทยในชั่วโมงภาษาอังกฤษ ครูน่าจะใช้เมื่อจำเป็น เช่น เมื่ออธิบายวิธีต่าง ๆ แล้วนักเรียนก็ไม่เข้าใจ

........ 12. ควรรู้จักสอดแทรกการแปลและไวยากรณ์ในกิจกรรมอย่างเหมาะสม โดยไม่ให้เด็กรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะการแปลและไวยากรณ์เป็นสิ่งที่มีประโยชน์และสำคัญสำหรับการเรียนภาษาต่างประเทศของเด็กไทย

การจัดกิจกรรมการสอนคำศัพท์

ในการจัดกิจกรรมการสอนคำศัพท์ อุทัย ภิรมย์รื่น (2524 : 24) เสงี่ยม โตรัตน์ (2534 : 27) และประนอม สุรัสวดี (2535 : 30) กล่าวไว้สรุปได้ว่า

........ 1. การสอนคำศัพท์ในระดับประถมศึกษา ไม่เน้นการให้นักเรียนรู้คำศัพท์มาก แต่จะเน้นการออกเสียงคำศัพท์ที่ถูกต้องมากกว่า

........ 2. การสอนคำศัพท์ในประโยคไม่เน้นโครงสร้างไวยากรณ์ของประโยค

........ 3. ไม่ควรสร้างคำศัพท์ในกลุ่มต่าง ๆ หลายคำ ในแต่ละครั้งของการสอนเกี่ยวกับ Family member นักเรียนควรจะรู้เกี่ยวกับ father , mother , sister หรือ brother ในบทที่ 1 ส่วนในบทที่ 2 จึงค่อยเรียน grandparents และต่อไปจะเรียน nephew , uncle , aunt และ cousin

........ 4. การสอนคำศัพท์แก่เด็ก ควรอาศัยสถานการณ์ประกอบ

........ 5. ในแต่ละชั่วโมง ควรสอนคำศัพท์ประมาณ 3 – 5 คำ และใช้คำศัพท์ใหม่ในโครงสร้างประโยคที่เรียนแล้ว

........ 6. การเลือกคำศัพท์มาใช้สอน ควรเป็นคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตจริงมากกว่า

........ 7. การเลือกคำศัพท์มาใช้สอน ควรเลือกคำที่สัมพันธ์กัน เช่น คำว่า cow น่าจะคู่กับ ox หรือ grass มากกว่าไปคู่กับคำว่า ship

........ 8. คำที่ใช้กับนักเรียนประถมต้น ควรจะเป็นคำที่มองเห็นภาพ สาธิตได้เป็นรูปธรรมมากกว่านามธรรม

........ 9. การทบทวนคำศัพท์ที่เรียนไปแล้ว ควรทบทวนคำศัพท์ที่มีความสัมพันธ์กับคำศัพท์ใหม่

........ 10. ควรติดบัตรคำศัพท์ที่สอนไว้ในห้องสัก 1 – 2 สัปดาห์ เพื่อให้นักเรียนตลอดเวลาจะได้จำได้ เพราะการที่นักเรียนได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 4 ด้าน คือ ได้เห็น ได้ยิน ได้พูด และได้เขียน จะช่วยย้ำความจำได้แม่นยำขึ้น และควรจัดกิจกรรมให้มีการนำคำศัพท์นั้นมาใช้ในการสื่อสารสนทนาเสมอ ๆ

........ 11. การท่องคำศัพท์ เด็กเล็กไม่อยากปฏิบัติ เพราะน่าเบื่อ ควรให้นักเรียนจับคู่กันท่องคำศัพท์ เพราะจะทำให้ไม่เบื่อเหมือนท่องคำศัพท์คนเดียว

........ 12. การเขียนคำศัพท์ (Dictation) มีประโยชน์มาก จะช่วยย้ำความจำด้านสะกด ครูควรให้นักเรียนเขียนคำศัพท์อย่างสม่ำเสมอทุก ๆ สัปดาห์ หรือประมาณเดือนละครั้งเป็นอย่างน้อย โดยกำหนดให้นักเรียนทบทวนมาล่วงหน้าว่าจะเป็นคำอะไรบ้าง การเขียนแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 20 คำ ควรมีการให้คะแนนสะสมด้วย อาจจะให้คะแนนแก่คนที่ทำ เพราะการเขียนคำศัพท์มีประโยชน์ ทั้งนี้เนื่องจากการได้เขียนจะทำให้จำศัพท์แม่นยำกว่าการท่องปากเปล่า

........ 13. การแข่งขันระหว่างกลุ่มและทดสอบคำศัพท์ ควรแจ้งให้นักเรียนทราบล่วงหน้านานพอสมควร และกำหนดคำศัพท์ที่จะแข่ง เพราะจะทำให้เด็กมีกำลังใจท่อง

........ 14. การฝึกสะกดคำพร้อม ๆ กัน บางครั้งถ้าเป็นคำมากกว่า 1 พยางค์ ครูควรฝึกให้นักเรียนสะกดแยกทีละพยางค์เสียก่อน จะช่วยจำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น เช่น black – board , pen – cil เป็นต้น ขณะที่สะกดอาจให้นักเรียนปรบมือประกอบไปด้วยเมื่อออกเสียงแต่ละตัว หรืออาจจะปรบตามจำนวนพยางค์ เช่น eleven ให้ปรบมือ 3 ครั้ง

........ 15. การสอนคำศัพท์ขั้นแรก ครูไม่ควรเน้นการสะกด แต่ควรให้เด็กได้ทราบความหมายของคำโดยเร็วเสียก่อน อาจใช้วิธีดูภาพ ดูของจริง โดยทายจากการบอกใบ้ การแสดงท่าทางของครู เมื่อทราบความหมายแล้ว จึงให้ฝึกสะกดคำ เพราะการสะกดคำยากกว่าการจำความหมาย

........ 16. คำศัพท์ที่ปรากฏในหนังสือเรียน คำศัพท์ประเภทนี้จะปรากฏในบทอ่าน คำศัพท์ใด ๆ ที่ปรากฏซ้ำ ๆ และเป็นคำศัพท์ที่นักเรียนควรจะรู้และใช้เป็น ควรควรออกเสียงให้ถูกต้องทั้งความหมายและวิธีใช้คำนั้น ๆ อย่างถูกต้อง ส่วนคำศัพท์ที่ยากเกินไปสำหรับชั้นเรียน หรือคำศัพท์ที่ไม่ปรากฏในหนังสือเรียน ครูอาจจะสอนเฉพาะการออกเสียง และความหมาย แต่ไม่ต้องฝึกวิธีใช้

........ 17. คำศัพท์ที่มีประโยชน์ คำศัพท์ประเภทนี้นักเรียนควรจะรู้จัก อาจจะเป็นคำศัพท์ที่ไม่ปรากฏในหนังสือเรียน แต่จะต้องใช้ให้ถูกต้องในการพูดสนทนาหรือในการเขียน คำศัพท์ประเภทนี้จะต้องสอนวิธีใช้ให้ถูกต้อง

........ 18. ครูเป็นผู้ออกเสียงคำศัพท์โดด ๆ อย่างถูกต้องชัดเจน ให้นักเรียนฟังก่อน 2 – 3 ครั้ง แล้วจึงให้นักเรียนพูดตาม

........ 19. ครูให้ความหมายของคำศัพท์ด้วยการใช้อุปกรณ์หรือการแสดงท่าทางประกอบ

........ 20. ตรวจสอบว่านักเรียนเข้าใจความหมายของคำศัพท์ด้วยการตั้งคำถามแบบ Yes / No Question ให้นักเรียนตอบทั้งชั้นหรือให้คนใดคนหนึ่งเป็นคนตอบ

........ 21. ครูแสดงการใช้คำศัพท์ในรูปประโยคให้เด็กได้เห็น แล้วให้เด็กจดเอาไว้ในสมุด

........ 22. ครูให้เด็กคิดคำศัพท์หรือหัดแต่งประโยค โดยการใช้คำศัพท์นั้น ๆ ตามแบบที่เด็กเคยเห็นจากที่ครูเขียนให้ดูบนกระดาน

นอกจากนี้ บำรุง โตรัตน์ (2535 : 5 – 6) อัญชลี แจ่มเจริญ และคณะ (2526 : 8) ได้สรุปลำดับขั้นตอนของการสอนคำศัพท์ไว้ดังนี้

1. ขั้นสอนฟังและสอนความหมาย

2. ขั้นสอนพูดให้ออกเสียงได้ถูกต้อง

3. ขั้นสอนอ่าน ให้เห็นส่วนประกอบของคำ อ่านให้ฟังให้อ่านและสะกดคำพร้อมกัน

4. ขั้นสอนเขียน ให้เห็นภาพหรือได้ฟังคำนั้นและเขียนให้ถูกต้อง

5. ขั้นทดสอบความเข้าใจและฝึกให้นักเรียนใช้คำศัพท์

6. ให้นักเรียนจดคำศัพท์พร้อมความหมาย

จากขั้นตอนการสอนคำศัพท์ที่กล่าวมา สรุปการสอนคำศัพท์ได้ดังนี้

ขั้นที่ 1 ขั้นการสอนฟัง – พูด ความหมายของคำศัพท์และการออกเสียงที่ถูกต้องอาจจะมีกิจกรรมดังนี้ คือ เริ่มจากแนะนำคำศัพท์โดยการใช้สื่อประกอบ จากนั้นออกเสียงและให้นักเรียนออกเสียงเลียนเสียงอย่างถูกต้อง

ขั้นที่ 2 ขั้นการสอนอ่าน กิจกรรมในขั้นนี้อาจจะเป็นการจับคู่ภาพกับคำศัพท์ โดยใช้บัตรภาพและบัตรคำ สำหรับให้นักเรียนอ่าน

ขั้นที่ 3 ขั้นการสอนเขียนเริ่มจากการสอนตัวอักษรให้ออกเสียงและเขียนลีลาตัวอักษรในอากาศ จากนั้นเขียนตัวอักษรตามเส้นประ แล้วจึงคัดและบรรทุกลงในสมุด

ขั้นที่ 4 ขั้นการฝึกปฏิบัติกิจกรรม ในขั้นนี้เป็นการนำคำศัพท์ที่เรียนแล้วฝึกสนทนา

การเรียนรู้คำศัพท์อย่างมีความหมาย
การเรียนรู้ภาษาอย่างมีความหมาย คือ การจัดการเรียนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารที่ให้ความสำคัญกับความหมายของภาษาเป็นประการแรก คนที่เรียนภาษาที่สองหรือภาษาต่างประเทศได้นั้น นอกจากจะต้องมีความตั้งใจจริงแล้ว เขาจะต้องเข้าใจในสิ่งที่ได้ยิน ได้ฟัง หรือได้เรียนด้วย ในการสอนนั้นข้อมูลที่จะให้กับนักเรียนจะต้องเป็นสิ่งที่นักเรียนรู้และเข้าใจ การให้นักเรียนฟังข้อความ คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่นักเรียนไม่เข้าใจ จะไม่มีประโยชน์แต่อย่างใดเลย ดังนั้น ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจะต้องจัดเป็นสถานการณ์การเรียนรู้จริงหรือเหมือนจริงให้กับผู้เรียน และมีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือฝึกปฏิบัติกิจกรรมกับเพื่อนได้ ซึ่งในการสอนคำศัพท์ก็เช่นเดียวกัน ครูจะต้องสร้างสถานการณ์ที่เป็นสถานการณ์ที่ต้องใช้ภาษาจริง เพื่อนักเรียนจะเข้าใจถึงความหมาย และสามารถใช้คำศัพท์เหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งได้ฝึกภาษาในสถานการณ์ที่มีโอกาสได้พบจริงในชีวิตประจำวัน (ทองจุล ขันขาว. 2532 : 26)
บทบาทของคำศัพท์ในการสอนภาษา
การเรียนการสอนภาษาจะเป็นสิ่งที่น่าเบื่ออย่างยิ่ง หากครูผู้สอนดำเนินการสอนไปตามทฤษฎี หรือขั้นตอนการสอนที่กำหนดไว้ โดยมิได้สอดแทรกกิจกรรมพิเศษอื่น ๆ เพื่อให้บทเรียนมีชีวิตชีวาขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเห็นว่าผู้เรียนจะมีความสนใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงชั่วระยะหนึ่ง แล้วผู้เรียนก็จะเบนความสนใจไปสู่สิ่งอื่น ๆ สิ่งใหม่ ๆ มาทดแทน ทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย อันจะเป็นผลเสียต่อ การเรียนรู้และเป็นการสร้างเจตคติที่ไม่ดีต่อการเรียนภาษา การฝึกทักษะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนก็ดี ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในการเรียนการสอนภาษา แม้ครูจะมีความรู้ดีมีประสบการณ์ และใช้อุปกรณ์ช่วยในการสอนมาสักเพียงใดก็ตาม ถ้าหากผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายเสีย แล้วการเรียนภาษาก็จะไม่บรรลุตาม จุดมุ่งหมายที่วางไว้
เป้าหมายของการสอนภาษา คือการเพิ่มพูนความรู้ และทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษในแต่ละบทเรียนรวมถึง ทักษะการพูดเพื่อให้เกิดความมั่นใจและความถูกต้อง ทักษะการฟัง ทักษะการเขียน และการอ่านและคำศัพท์ต่างๆ โดยเทคนิคการสอนแบบการกระตุ้น การให้มีส่วนร่วม และ การปฏิบัติสัมพันธ์ แม้ว่า หลักไวยากรณ์จะไม่ใช่สิ่งที่เน้นและเป็นเป้าหมายหลักของการสอน แต่ในการสอนจะมีการสอดแทรกหลักไวยากรณ์อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาอังกฤษอย่างถูกต้อง
ส่วนที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษก็คือ การเรียนรู้คำศัพท์ ดังที่ Meara (1999) ได้เน้นถึงความสำคัญของเรื่องนี้เอาไว้ว่า “Vocabulary is beginning to occupy a central place in the way people learn a language. Learning words and their meanings and how they are used is increasingly seen as the key to learning a language, not just an annoying or irrelevant side activity.” (การเรียนรู้) คำศัพท์ได้เริ่มกลายเป็นจุดศูนย์กลางของวิธีที่ผู้คนเรียนรู้ภาษา การเรียนรู้คำ, ความหมายและการใช้คำ ได้รับการยอมรับสูงขึ้นในฐานะของการเรียนรู้ภาษา ไม่ใช่เป็นเพียงกิจกรรมประกอบที่น่ารำคาญหรือไม่เกี่ยวข้อง (กับการเรียนรู้ภาษา) ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า " ถ้าไม่มีความรู้ด้านไวยากรณ์ เราก็จะสื่อสารได้ไม่มากนัก แต่ถ้าไม่รู้คำศัพท์ เราก็ไม่สามารถจะสื่อความหมายได้เลย" ( Wilkins: 1977: 111 อ้างอิงโดย John 1986:20) กล่าวได้ว่า การที่ผู้เรียนจะสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เรียนต้องมีความรู้ด้านไวยากรณ์และคำศัพท์อย่างสมดุลกัน เพื่อให้การเรียนการสอนภาษาอังกฤษน่าสนใจ ซึ่งการสอนคำศัพท์ ที่มีจุดหมายให้ผู้เรียนนำไปสื่อสารได้นั้น ผู้เรียนต้องมีความรู้ด้านคำศัพท์อย่างลึกซึ้งในเรื่องดังต่อไปนี้ การออกเสียง การสะกดคำ การใช้คำศัพท์ร่วมกับคำอื่น การจดจำได้ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน การนำคำศัพท์ไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆได้ ถูกหลักไวยากรณ์ และเหมาะสมกับสถานการณ์ คำศัพท์ที่ควรนำมาสอนนั้น ควรเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้จริงในชีวิต สอดคล้องกับ โสภิดา เสรีสุชาติ (2544 : 26) ที่กล่าวว่า คำศัพท์ที่ควรนำมานั้น ควรเป็นคำศัพท์ที่มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์และความสนใจของผู้เรียน และผู้เรียนได้มีโอกาสนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นคำศัพท์ที่อยู่ในหนังสือเรียน สื่อการสอน ตัวผู้เรียน หรือครูผู้สอน นอกจากนี้ควรมีปริมาณคำศัพท์ที่เหมาะสมกับวัยของผู้เรียนด้วย





เทคนิคการสอนคำศัพท์ให้เด็กๆ นั้น..

ไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ เลย..

จำได้ตอนเด็กๆ.. นายข้าวเหนียวเรียนโรงเรียนบ้านนอก
ครูสอนคำว่า salt ครูจะเอาเกลือเป็นถุงๆ มาให้เราจับพร้อมทั้งฝึกออกเสียงตาม
ถือได้ว่าผมได้ครูดีตั้งแต่นั้นมา..

ครูบางคน.. หากคิดจะสอนศัพท์มันจะมีเทคนิคแตกต่างกันออกไป

แต่ที่น่ากลัวมากๆ คือ ครูที่สั่งให้เด็กคัดคำศัพท์หลายๆ รอบ แล้วไปท่องมาให้ได้
ใครท่องไม่ได้.. โดนดุ กันให้ขี้หดตดหาย..
เด็กๆ พาลเกลียดครู และภาษาอังกฤษไปเลย..

นายข้าวเหนียวไม่ได้เก่งการสอนนะแต่วิเคราะห์ว่า
การจะเรียนคำศัพท์ของเด็กนี่

ขั้นแรก ต้องให้เด็กมีอะไรในสมองของเขาเกี่ยวกับศัพท์คำนั้นก่อน
เช่น.. นำของจริงมาเลย (แล้วครู/นร.เล่าเรื่อง เกี่ยวกับสิ่งนั้น ยิ่งเรื่องตลก หรือเรื่องเกินจริงเด็กจะจำแม่น)
(ขั้นที่ 1 เด็กมีข้อมูลในสมองครับ)

ขั้นที่ 2 นักเรียนฟังเทปอาจารย์ฝรั่ง (มีภาพหรือของจริงประกอบ) (หรือเราจะออกเสียงเองก็ได้)
นักเรียนฟังหลายๆ รอบ ครูออกเสียงทั้งคำศัพท์ และประโยค หรือการแอคติ้งค์ประกอบคำของครู

ขั้นที่ 3 นักเรียนพูดตามบ่อยๆ ซ้ำๆ
โดยครูต้องมีเทคนิคการกระตุ้นการพูดทั้งชั้น รายกลุ่ม คู่ เดี่ยว อาจนำเกมมาช่วยเช่นเป่ายิงฉุบ
ใครชนะออกเสียงคำและได้คะแนน ฯลฯ

ขั้นที่ 4 นักเรียนฝึกอ่านคำ (มีภาพ/ของจริง บัตรคำ และออกเสียง)

ขั้นที่ 5 นักเรียนฝึกการเขียน
พอถึงขั้นนี้ คุณครูอย่าสั่งให้เด็กคัดคำละ 10 ครั้ง แล้วถือว่าเป็นการฝึกเขียนนะครับ

แนวทางการสอนเขียนเช่น a book
เด็กๆ ต้องรู้จักเสียง b ก่อน
พาเด็กออกเสีย b - เบอะ หลายๆ หน
ต่อไป k - เคอะ หลายๆ หน
oo - ออกเสียง อุ (มันเทียบภาษาไทยไม่ตรงหรอกนะคับ)
เด็กๆ รวมเสียง b - oo - k เบอะ อุ เคอะ บุกคึ (คึนิดๆ)

นี่เป็นกระบวนการสอนเขียน โดยใช้เสียงเป็นสำคัญนะครับ
ท่านอื่นอาจมีหลากหลายแนวทาง ซึ่งก็ถูกต้องด้วยกันทั้งสิ้น

ขั้นที่ 6 ขั้นนี้สำคัญ ครูจะเอาไปแทรกไว้ในขั้นที่ 3 หรือ แทรกทุกขั้นก็ได้ครับ

ศัพท์ คือ เสียงและอักษร แทนสิ่งหนึ่ง และสิ่งนั้นต้องอยู่ในประโยค
หรือต้องนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์นั่นเอง

ดังนั้นต้องฝึกให้เด็กพูด เช่น
- I have a book.
- She has a book.
- He has three books.


ครูอาจถามว่า
- Do you have a book? (Do you have any books?)
- How many books do you have?
- What color is your book?
- Which book do you like best?

ขั้นที่ 7 สร้างสรร เสริมสร้าง สังเคราะห์ผลงาน
(เป็นการกระตุ้นให้เด็กคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น รุ้จักวางแผนการทำงาน ฝึกความคิดสร้างสรร)
ครูกระตุ้นให้นักเรียนสร้างสรรผลงานเช่น
- แสดงบทบาทสมมติ / ละครแฟนตาซี ฯลฯ
- ให้นักเรียนแต่งนิทานภาพเกี่ยวกับ a book พร้อมเขียนคำบรรยายเล็กน้อย
- ฯลฯ

ขั้นที่ 8 นำเสนอผลงาน ครูและเพื่อนร่วมชื่นชม
(เป็นการสร้างให้เด็กเรียนรู้เรื่องการยอมรับคุณค่าของตัวเอง ว่าเราทำได้
เราเก่ง สร้างให้เด็กมั่นใจ กล้าแสดงออก)
- ให้เด็กได้มีโอกาสนำเสนอผลงาน
- พร้อมทั้งจัดป้ายนิเทศก์ ในชั้นเรียน หรือที่อื่นๆ
- ครูและเพื่อนๆ ร่วมชื่นชม

ครูประเมินผลงานนักเรียนให้คะแนนไปได้เลยครับ ไม่ต้องมานั่งออกข้อสอบประจำบท
ให้เสียเวลา...

ทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน ครบถ้วนตรงตามหลักสูตร
เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุข และจะรักภาษาอังกฤษและกล้าพูด
เพราะเด็กได้รับโอกาสในการพูด
เด็กถูกครูใช้เทคนิคหลอกล่อให้เรียนรู้โดยไม่รู้ตัวว่านั้นคือการเรียน
ครูก็สนุกนักเรียนก็มีความสุข

เทคนิควิธีสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
จากการศึกษาเอกสารเกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ สามารถสรุปได้ว่า คำศัพท์ภาษาอังกฤษมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ รูปคำ ความหมาย และขอบเขตในการใช้ การสอนคำศัพท์ระดับประถมศึกษานั้น จะไม่เน้นที่จำนวนคำ แต่จะสอนให้นักเรียนออกเสียงได้ถูกต้อง การสอนควรเป็นคำที่มีเสียงคล้องจองกัน ในการสอนแต่ละครั้งควรสอนคำศัพท์ประมาณ 3 – 5 คำ โดยจะเริ่มสอนจากความหมายก่อน จากนั้นจึงสอนการฟัง – พูด การอ่าน การเขียน และการนำไปใช้ เมื่อสอนเสร็จแต่ละครั้ง ครูควรติดบัตรคำที่สอนให้นักเรียนได้เห็น อย่างน้อย 1 – 2 สัปดาห์ เพื่อให้นักเรียนได้ทบทวน นอกจากนี้ควรให้นักเรียนได้เขียนคำศัพท์ตามคำบอก จะช่วยย้ำความจำศัพท์ด้วย
เทคนิคการสอน ที่ GTB FT2M สำหรับวิชาภาษาอังกฤษ เอกลักษณ์ของเราคือ วิธีการสอนแบบ GTB (GTB'S METHODS)
F - Forthright Grammar
สอนไวยากรณ์ที่จำเป็น และเป็นพื้นฐานต่อการเรียนในคอร์สต่างๆ โดยเน้นการฝึกฝนแบบ real-time ให้เกิดความเข้าใจและสามารถสร้างรูปประโยคได้อย่างเป็นธรรมชาติ เทคนิคในการสอนแบบนี้จะเน้นการอธิบายควบคู่กันไปกับการทำแบบฝึกหัด โดยครูผู้สอนทำหน้าที่เป็นโค้ช คอยดูแลและชี้แนะ แก้ไขอย่างใกล้ชิด และเป็นกันเอง
T - The Trainer
ระบบการสอนที่ใช้แล้วได้ผลดีกับนักเรียนแทบทุกคน โดยครูผู้่สอนนอกจากจะทำหน้าที่ในการสอนแล้วยังทำหน้าที่เป็นโค้ชภาษาอังกฤษ ที่คอยวางแผนการเรียนและเสริมจุดที่ต้องพัฒนาหรือปรับปรุงของนักเรียนแต่ละคน โดยในความเป็นโค้ชนี้ ครูผู้สอนย่อมมีโอกาสมากกว่าที่จะส่งเสริมและสร้างทัศนคติที่ดี ต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนแต่ละคน


M - Magical looking
เทคนิคนี้ใช้ในการอ่าน ที่จะทำให้ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องรู้ศัพท์หมดทุกตัว แต่ก็สามารถอ่านเรื่องได้เข้าใจ หรืออย่างน้อยๆ ก็ช่วยให้ทำข้อสอบ Reading ได้มากกว่าร้อยละ 70 เทคนิคนี้ใช้ได้ผลดีมาแล้วกว่า 6 ปี นับแต่คิดค้นเทคนิคนี้ขึ้นมา (เทคนิคนี้แม้แต่เด็กอักษรฯ หลายๆ คนก็ยังต้องทึ่ง)
M - Master of vocabulary
เทคนิคในการสร้างความจำระยะยาว (long term memory) แก่ผู้เรียน โดยใช้เทคนิคในการสร้างรูปแบบการจำต่างๆ มากกว่าสิบรูปแบบ ที่จะทำให้การท่องศัพท์ไม่เป็นเรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป
สรุปหลักการสอนของ GTB
โดยหลักแล้ว คือ อ่อนตรงไหน เสริมตรงนั้น นักเรียนทุกคนจะได้รับการดูแล และประเมินพื้นฐานภาษาอังกฤษของตนเองว่าอยู่ตรงไหน แล้วจัดเนื้อหาที่เรียนให้เหมาะกับแต่ละคน และเน้นเนื้อหาเฉพาะที่จะสอบในแต่ละโรงเรียน ซึ่งแต่ละโรงเรียนไม่เหมือนกัน
ทางสถาบันฯ จัดชั้นเรียนแบบเฉพาะเจาะจง อ่อนตรงไหนเสริมตรงไหน จำเป็นตรงไหน เสริมตรงนั้น นักเรียนจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเรียนไม่รู้เรื่อง เรียนไม่ทันเพื่อน หรือเรียนแ้ล้วไม่ตรงกับเนื้อหาที่จะนำไปใช้หรือนำไปสอบ
ก่อนเข้าเรียน ครูและนักเรียนจะมีการพูดคุยกันก่อน ว่าเป้าหมายในการเรียนเป็นไปเพื่ออะไร และเนื้อหาไหนบ้าง ที่เรียนแล้วจะออกสอบ และที่โรงเรียนของนักเรียนจะออกสอบเรื่องไหนบ้าง ทางสถาบันจะให้เนื้อหาต่างๆ โดยที่สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ และรวดเร็ว ผนวกกับการฝึกฝนซ้ำๆ อีกหลายๆ ข้อ ภายใต้ความดูแลของครูผู้สอนตลอดเวลา อาทิเช่น จะสอบเรื่อง Tense และ Passive Voice ทางสถาบันก็จะสอนเรื่อง Tense และ Passive Voice ด้วยเนื้อหาที่เข้าใจง่าย และจำเป็นสำหรับนักเรียนแต่ละคน โดยเน้น กระชับ ฉับไว ตรงประเด็น สนุกสนาน และผ่อนคลาย
ต่อจากนั้นเมื่อนักเรียนมีความเข้าใจบ้างแล้ว ก็จะเข้าสู่การฝึกฝน เพื่อเพิ่มประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ โดยทางสถาบันมีตำราชั้นดีกว่า 100 เล่ม (บางสถาบันใช้ตำราเล่มเดียวในการสอนทั้งเทอม) ที่จะคัดสรรมาให้เหมาะกับนักเรียนแต่ละคน ดังนั้นจึงหมายความว่า เรามีแบบฝึกหัด และโจทย์ในแต่ละเรื่องมากกว่า 1,000 ข้อ และ 1,000 ตัวอย่าง ที่จะทำให้นักเรียนของเราได้ฝึกฝนภายใต้ความดูแลอันใกล้ชิดของครูผู้สอน
เนื่องจากหัวใจสำคัญของการเก่งภาษาอังกฤษไม่ได้อยู่เพียงแค่การสอนดีของครู ค่าเรียนที่แพงๆ หรือการสอนแบบเร้าใจเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจของการเก่งภาษาอังกฤษอยู่ที่การฝึกฝนอย่างถูกต้อง และเป็นระบบซึ่งระบบที่ทางสถาบันของเราได้ออกแบบมานั้น พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลกับนักเรียนทุกๆ คน
ผลงานของเราที่ร่วมสร้างสรรค์กับนักเรียน (GTB Gang)
1. สอบผ่านเกณฑ์ CU-TEP เข้าศึกษาต่อปริญญาโท ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2. นักเรียนของเราสามารถสอบเข้าร.ร.เตรียมอุดมศึกษา ได้คะแนนสูงสุดเป็นอันดับที่ 1
3. คะแนนภาษาอังกฤษในการสอบปลายภาคที่โรงเรียนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในทุกระดับ
4. ในปีการศึกษา 2551 นักเรียนของเราทุกคนที่เรียนคอร์ส Admission มากกว่า 5 เดือนขึ้นไปสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยปิดของรัฐได้ โดยคะแนนภาษาอังกฤษเกินกว่าร้อยละ 55 ทุกคน
5. นักเรียนของเราสามารถสอบเข้าหลักสูตรความเป็นเลิศทางภาษาอังกฤษ ร.ร.สวนกุหลาบฯ นนทบุรี ได้ (รับเพียงแค่ 40 คน)
6. นอกจากนี้ยังมีผลงานการสอบเข้าและผลการเรียนภาษาอังกฤษที่พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากนักเรียนหลายๆ คนที่เรียนกับเรา
ทางสถาบันไม่เพียงแค่ยึดถือเทคนิคการสอนเฉพาะตัวของ GTB ไว้เท่านั้น หากแต่เราเชื่อว่า ยังมีรูปแบบการสอนที่มีประสิทธิภาพต่างๆ ที่จะรอการค้นพบ เพื่อทำให้นักเรียนของเราเก่งภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องและยั่งยืน
เนื่องจากเราไม่ได้เพียงแค่สอน "ภาษาอังกฤษ" หากแต่เราสอน "คน" ให้เก่งภาษาอังกฤษ

เกมฝึกคำศัพท์สำหรับพัฒนาผู้เรียน

การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในปัจจุบันเป็นแนวการสอนเพื่อการสื่อสาร (Communicative Approach) ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างและการพัฒนาทักษะทั้ง 4 ด้านให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน ได้แก่ ทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียน เพื่อประโยชน์ในการสื่อสาร ซึ่งในการเรียนการสอนนั้นความรู้เรื่องคำศัพท์มีความสัมพันธ์กับทักษะทั้ง 4 ด้าน และการที่จะเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้ได้ดีนั้น ผู้เรียนที่รู้คำศัพท์มาก จำได้แม่น สามารถนำมาใช้ได้อย่างถูกต้อง ย่อมเรียนได้ผลดียิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของเสาวลักษณ์ รัตนวิชช์ (2531 : 84) ที่กล่าวว่า ในการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ สิ่งสำคัญ คือ การพัฒนาความคิดรวบยอดเกี่ยวกับคำศัพท์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้คำศัพท์ยังมีความสำคัญและความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการฟัง การพูดและการเขียนด้วย ในด้านการฟังและการพูด ถ้านักเรียนไม่เข้าใจความหมายของคำศัพท์ ฟังไม่รู้เรื่อง จับใจความไม่ได้ ใช้คำผิดความหมาย ทำให้การสื่อสารไม่ประสบผลสำเร็จ ส่วนทางด้านการเขียนนั้นนักเรียนจะเขียนสะกดคำไม่ถูก และเขียนไม่ได้ความชัดเจน กล่าวคือ ถ้านักเรียนไม่มีความแม่นยำหรือไม่มีความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์แล้ว นักเรียนจะเรียนภาษาให้ได้ดีทั้งการฟัง การพูด การอ่านและการเขียนได้ยาก
ความรู้เรื่องคำศัพท์จึงเป็นเรื่องสำคัญในการเรียนภาษา ดังที่ดวงเดือน แสงชัย (2539 : 118) กล่าวว่า ถ้านักเรียนคนใดมีพัฒนาการทางภาษาดีมาตั้งแต่เด็ก คือ รู้ศัพท์มากพอเหมาะกับวัยของตนสามารถนำคำศัพท์ไปใช้อย่างถูกต้อง นักเรียนคนนั้นจะเข้าใจความคิดของคนอื่น และสิ่งแวดล้อมจนสามารถสื่อความหมาย หรือแสดงความต้องการของตนให้ผู้อื่นเข้าใจได้ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับวรรณพร ศิลาขาว (2538 : 21) ที่กล่าวว่า การสอนคำศัพท์มีความจำเป็นมากในการเรียนรู้ภาษา เพราะคำศัพท์จะเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาทักษะการพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน ทั้งนี้เป็นเพราะคำศัพท์เป็นหน่วยหนึ่งในโครงสร้างของภาษาที่เป็นพื้นฐานของการเรียนภาษาที่ผู้เรียนจะนำมาสร้างเป็นวลี หรือประโยคในการพูดหรือเขียน และการฟังหรืออ่านนั้นคำศัพท์จะเป็นส่วนประกอบของข้อความที่สื่อสาร
จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่สอนภาษาอังกฤษในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 6 รวมเป็นเวลากว่า 20 ปี ที่โรงเรียนวัดไทร สำนักงานเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีผลการเรียนอยู่ในระดับปานกลางและอ่อน เมื่อจัดกิจกรรมทางด้านภาษาในทักษะต่าง ๆ เช่น การฟัง พูด อ่าน และเขียน นักเรียนไม่สามารถทำงานหรือกิจกรรมทางด้านภาษาที่ได้รับมอบหมายไว้ได้ ทั้งนี้เนื่องมาจากนักเรียนมีความรู้ในเรื่องของคำศัพท์น้อยไป นอกจากนี้นักเรียนยังขาดความกระตือรือร้นในการเรียนภาษาและไม่มีความมั่นใจการใช้ภาษาเท่าที่ควร แต่เมื่อผู้วิจัยใช้เกมทางภาษาเข้ามาแทรกบทเรียนในชั่วโมงใด พบว่านักเรียนมีความกระตือรือร้นให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมและเรียนด้วยความสนุกสนานมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับที่อรุณี วิริยะจิตรา (2532 : 172) กล่าวว่า เกมเป็นวิธีการฝึกภาษาที่ใช้ได้ผลเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้เรียนจะมีความสนุกในการเรียน และทำให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการใช้ภาษา นอกจากนี้สุมาลี กีรติพงษ์ (2534 : 37) ได้กล่าวได้ว่า การเล่นเกมทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่จัดขึ้น เกิดความสนุกสนานและช่วยเสริมการเรียนรู้ในเรื่องของคำศัพท์ได้เป็นอย่างดี ทำให้นักเรียนฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ ก่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษ นอกจากนี้การที่นักเรียนจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้อย่างแม่นยำ และมีความคงทนในการจำคำศัพท์ เป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้นักเรียนเรียนภาษาอังกฤษได้อย่างดีซึ่งสอดคล้องกับที่วรรณพร ศิลาขาว (2538 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และความคงทนในการเรียนรู้คำศัพท์วิชาภาษาอังกฤษระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากการสอนโดยใช้แบบฝึกหัดที่มีเกมและไม่มีเกมประกอบ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2538 ของโรงเรียนวัดทรัพย์สโมสร กรุงเทพมหานคร จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้องเรียนจำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุม 1 ห้องเรียน จำนวน 30 คน ผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกหัดที่มีเกมประกอบ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สูงกว่านักเรียนที่เรียนจากการสอนโดยใช้แบบฝึกหัดที่ไม่มีเกมประกอบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จะเห็นได้ว่าการใช้เกมส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
จากหลักการและเหตุผลดังกล่าวผู้เขียนจึงสนใจที่จะศึกษาการสร้างผลการใช้เกมฝึกคำศัพท์ประกอบแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดไทร สำนักงานเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร


วัตถุประสงค์ของการสร้างและใช้เกมฝึกคำศัพท์
1. เพื่อสร้างเกมฝึกคำศัพท์ประกอบแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดไทร สำนักงานเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร
2. เพื่อศึกษาผลการใช้เกมฝึกคำศัพท์ประกอบแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดไทร สำนักงานเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร
3. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดไทร สำนักงานเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ที่ใช้เกมฝึกคำศัพท์ประกอบแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ

วิธีดำเนินการสร้างและใช้เกมฝึกคำศัพท์
ผู้เขียนได้ดำเนินการสร้างและใช้เกมฝึกคำศัพท์ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพและประสิทธิภาพของเครื่องมือให้เป็นที่เรียบร้อยดังต่อไปนี้
1. เกมฝึกคำศัพท์ ใช้ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดไทร สำนักงานเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานครจำนวน จำนวน 10 เกม และแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ จำนวน 10 แผน สอนสัปดาห์ละ 3 คาบ ๆ ละ 60 นาที จำนวน 10 คาบ
2. ข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์ก่อนเรียน และหลังเรียน เพื่อเปรียบเทียบดูพัฒนาการการเรียนรู้คำศัพท์

การนำเกมฝึกคำศัพท์ไปทดลองใช้
ผู้เขียนได้นำข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์ก่อนเรียน จำนวน 30 ข้อ สอบเก็บคะแนนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดไทร สำนักงานเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 34 คน เพื่อเปรียบเทียบคะแนนหลังจากใช้เกมฝึกคำศัพท์ประกอบแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ จำนวน 10 เกม ดังนี้ 1. เกมภาพปริศนา 2. เกมวงล้อคำศัพท์ 3. เกมกล่องปริศนา 4. เกมบัตรคำหาคู่ 5. เกมรถไฟหาคู่ 6. เกมเรียงร้อยคำศัพท์กับหม้อหรรษา 7. เกมเปิดผอบพบคำศัพท์ 8. เกมไข่นำโชค 9. เกมกลิ้งลูกเต๋า 10. เกมจ่ายตลาด

ผลการใช้เกมฝึกคำศัพท์
หลังการใช้เกมฝึกคำศัพท์ประกอบแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดไทร สำนักงานเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 34 คน ปรากฏผลดังนี้คือ ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสูงขึ้น เพราะผู้เรียนมีคะแนนสอบหลังการใช้เกมฝึกคำศัพท์ประกอบแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ พัฒนาสูงขึ้นกว่าคะแนนสอบก่อนการใช้เกมฝึกคำศัพท์

ประโยชน์การใช้เกมฝึกคำศัพท์
1. เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนภาษาอังกฤษในการใช้เกมฝึกคำศัพท์ประกอบแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คำศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ
2. เป็นการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพราะขณะที่ผู้เรียนปฏิบัติหน้าที่ที่กำหนดให้ ผู้เรียนทุกคนให้ความร่วมมือ กล้าแสดงออก มีความมั่นใจในตนเอง สนองความต้องการของผู้เรียน
3. ผู้เรียนเรียนรู้อย่างสนุกสนาน มีความตื่นตัว กระตือรือร้นกับการเรียนรู้ตลอดเวลา

ข้อเสนอแนะ
1. ในการใช้เกมฝึกคำศัพท์นั้น ครูผู้สอนควรชี้แจงกับผู้เรียนถึงจุดมุ่งหมายของการเล่นเกมว่า เป็นการฝึกคำศัพท์โดยใช้กิจกรรมเกมเข้ามาประกอบเพื่อเป็นการทบทวนคำศัพท์และทำให้ผู้เรียนจำคำศัพท์ได้ เพราะบางครั้งผู้เรียนไม่เข้าใจและมุ่งหวังที่จะแข่งขันกับเพื่อนเพื่อเอาชัยชนะมากกว่า จนบางครั้งลืมตัวส่งเสียงดัง เพื่อเชียร์เพื่อนของตนเองจนรบกวนห้องข้างเคียง
2. ในการแบ่งกลุ่มเล่นเกม ควรใช้วิธีการแบ่งกลุ่มที่หลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนได้เปลี่ยนกลุ่มในการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีโอกาสได้ช่วยเหลือกันมากยิ่งขึ้น
3. ครูผู้สอนควรใช้เกมฝึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยคัดเลือกเกมที่มีประโยชน์และนำมาแทรกในขั้นตอนต่าง ๆ ของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ โดยอาจทำแบบฝึกหัดทบทวนให้กับผู้เรียนหลังการสอน เพื่อช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น ครูผู้สอนควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกเกมที่ชอบมาประกอบการสอนบ้าง จะทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่ามีส่วนร่วมในด้านการเรียนการสอน

flash cards

การใช้ flash cards เป็นการฝึกทบทวนคำศัพท์ที่มีความสนุกสนาน นักเรียนจะมีความกระตือรือล้นในการเรียน สามารถใช้ได้ทุกระดับชั้น ขื้นอยู่กับความยาก ง่ายของระดับชั้น จะเป็นศัพท์ หรือวลีก็ได้ แล้วแต่จุดประสงค์ของครูว่าต้องการจะทบทวนคำศัพท์ระดับใด กิจกรรมนอกเหนือจากนั้นอาจเป็นการนำคำศัพท์ที่ทบทวนมาแต่งเป็นประโยค หรือเรื่องก็ขึ้นอยุ่กับความต้องการของผู้สอน ใช้แล้วได้ผลดีครับ การทำไม่ยาก ใช้กระดาษเขียนบัตรคำธรรมดา หรือกระดาษชาร์ทสีก็ได้ เขี่ยนคำศัพท์แล้วพลิกด้านตรงข้ามเขียนศัพท์เพื่อเป็นความสะดวกว่าด้านตรงข้ามเราให้นักเรียนอ่านคำใดเพื่อความรวดเร็ว สนุกสนาน

เมื่อเด็กเบื่อการท่องคำศัพท์ ลองหาวิธีอื่นกันดู
จากประสบการณ์การสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 - 2 เคยทดลองมาหลายวิธีตั้งแต่งวิธีเดิมๆ คือ ให้ท่องจำแล้วมาเขียนตามคำบอก เด็กเครียดมาก ผู้เขียนเองก็เคยเครียดเมื่อตอนสมัยเป็นนักเรียน เป็นครูก็เครียดเมื่อนักเรียนเขียนไม่ได้เลย พยายามอ่านหนังสือบ้าง ทดลองตามประสบการณ์บ้าง ขณะนี้กำลังใช้วิธีใหม่ที่ค้นพบจากประสบการณ์ คือ
ขั้นที่หนึ่ง ครูบอกคำแปลเป็นภาษาไทย แล้วให้นักเรียนเขียนคำภาษาอังกฤษ
บนกระดาน โดยให้ดูจากสมุดคำศัพท์ได้
ขั้นที่สอง ครูบอกคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ให้นักเรียนเขียนบนกระดาน โดยให้ดูจากสมุดคำศัพท์ได้
ขั้นที่สาม ครูบอกคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ให้นักเรียนเขียนบนกระดาน ไม่ให้ดูจากสมุดคำศัพท์ แต่หากจำไม่ได้ อนุญาตให้ดูได้บ้าง
ขั้นที่สี่ ครูเขียนคำศัพท์ ลบอักษรออกบางตัว ให้นักเรียนเติม
จากที่ทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 5 สามารถพัฒนาขึ้นได้ส่วนหนึ่ง หากท่านใดมีประสบการณ์อย่างไร สามารถแบ่งปันเพื่อเป็นวิทยาทานแก่ผู้อื่นได้ที่การแสดงความคิดเห็นนะคะ

หลักการสอนเด็กแอลดี

.......1. สอนให้สอดคล้องกับลีลาการเรียนรู้ของ (learning style) ของผู้เรียน จากการศึกษามาเป็นเวลานาน พบว่า เด็กแอลดีมีส่วนมาก (เกือบทั้งหมด) มีลีลาการเรียนรู้ไม่เหมือนเด็กกลุ่มอื่น เด็กกลุ่มนี้เรียนรู้ได้ดีจากการสัมผัส การใช้มือ กิจกรรมการเรียนควรเป็นประเภทลงมือ (hand-on) ทำ เช่น ตัด ปะ ฉีก ปั้น ติดภาพ ระบายสี ฯลฯ
....... 2. สอนให้สอดคล้องกับทฤษฎีพหุปัญญาของการ์ดเนอร์ (Gardner’s Multiple Intelligence) จากการศึกษาเด็กแอลดีมาเป็นเวลานาน พบว่า เด็กแอลดีส่วนมากชอบศิลปะ บางคนชอบดนตรี บางคนชอบกีฬา จึงควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความสามารถพิเศษของผู้เรียน
....... 3. สอนให้สอดคล้องกับการทำงานของสมอง (brain’s functions) จากการศึกษาเด็กแอลดีมาเป็นเวลานาน พบว่า เด็กแอลดีส่วนมาก (เกือบทั้งหมด) เป็นเด็กสมองซีกขวา หมายถึง สมองซีกขวาทำงานได้ดีกว่าซีกซ้าย จึงให้เด็กเรียนรู้ให้มากผ่านการทำงานของสมองซีกขวา และให้ขณะเดียวกันก็ฝึกทักษะของสมองซีกซ้าย
....... 4. สอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) จากการศึกษาเด็กแอลดีมาเป็นเวลานานพบว่า เด็กแอลดีส่วนมาก (เกือบทั้งหมด) ชอบคอมพิวเตอร์ จะเห็นได้จากเด็กชอบเล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจ จึงควรนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการสอนภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
....... 5. ส่งเสริมการพูดเชิงบวก (Positive Response) ครูควรหลีกเลี่ยงการตำหนิเด็ก เพราะเด็กถูกตำหนิมามากแล้ว การตำหนิทำให้เด็กไม่อยากอ่านหนังสือ เบื่อการอ่าน เบื่อการเขียน เบื่อครู เบื่อโรงเรียน หนีเรียน และออกกลางคัน (drop-out) ในที่สุด ครูควรฝึกทักษะในการพูดเชิงบวก และนำมาใช้กับเด็กกลุ่มนี้
ตัวอย่าง เมื่อเด็กอ่านไม่ได้ ครูควรพูดว่า ลองอ่านอีกมีซิ
ตัวแรก ก.ไก่ มีสระ อะ อยู่ข้าง ๆ อ่านว่ากะ
.............. ตัวที่สองอ่านว่า อะไร อ่านว่า ทะ รวมกัน อ่านว่า กระทะ
.............. ดีมาก อ่านอีกครั้ง เยี่ยมเลย
.............. ขยันอ่านอีกนิดแล้วจะอ่านได้ ทุกคนปรบมือให้ “บอย” หน่อย ดีมาก
.............. ครูไม่ควรพูดว่า อ่านซิ
.............. อ่านก็ไม่ได้
.............. ทำไมจึงอ่านไม่ได้ (เด็กก็ตอบไม่ได้ว่าทำไม)
.............. ไม่เห็นเหมือนคนอื่นเลย
.............. สติปัญญามันเป็นยังไง (คงให้ตอบว่าโง่กระมัง)
.............. ครูควรให้แรงเสริมที่มีประสิทธิภาพสำหรับเด็ก (แต่ละคน)
เทคนิคเฉพาะ เป็นเทคนิคที่นำมาฝึกทักษะแก่เด็กแอลดี อาจแยกได้ดังนี้
เทคนิคในการฝึกทักษะในการรับและแปลผลข้อมูลฝึกทักษะ ดังนี้
....... 1. ฝึกทักษะการรับและแปลผลข้อมูลด้วยสายตา
....... 2. ฝึกทักษะการรับและแปลผลข้อมูลทางการฟัง
....... 3. ฝึกทักษะการจัดหมวดหมู่
....... 4. ฝึกทักษะการเรียงลำดับ
....... 5. ฝึกทักษะการเรียนความคิดรวบยอด (กิจกรรมการฝึกหาได้จากชุด “อ่านเขียนเรียนคล่อง” ของ ผดุง อารยะวิญญู) เมื่อเด็กมีทักษะเบื้องต้น 5 ด้านนี้แล้ว จึงเริ่มฝึกทักษะทางวิชาการต่อไป

ละคร Drama Based Learning

.....Drama ความหมายของละคร ละคร หมายถึง ศิลปะการแสดงที่เกิดขึ้นจากการนำภาพ ประสบการณ์ และจินตนาการของมนุษย์มาผูกเป็นเรื่องราว แล้วนำเสนอแก่ผู้ชมโดยมีผู้แสดงเป็นสื่อความหมาย
นอกจากนี้ ยังนักปราชญ์ นักการศึกษา ท่านผู้รู้ ได้ให้นิยามความหมาย
ของละครแตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น
.....1.1. ประเภทของละคร ละครแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
.....1. ละครแนวเหมือนจริง (Representational Drama) คือ ละครที่ให้ภาพชีวิตความเป็นจริงสะท้อนชีวิตในสังคม และความเป็นอยู่ของชุมชนออกมาเป็นเรื่องราว ดังคำกล่าวที่ว่า "ละครคือชีวิต"
.....2. ละครแนวไม่เหมือนจริง (Presentational Drama) คือ ละครที่ให้ภาพของการแสดงหลุดออกไป จากชีวิตประจำวันโดยยึดคนดูเป็นเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้คนดูเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ตื่นเต้น และผู้ดูจะเกิดความรู้สึกว่าสิ่งที่ปรากฏไม่ใช่ชีวิตจริง
เช่น การแสดงโขน ละครรำ ซึ่งฉากและเครื่องแต่งกายจะหรูหราเกินจริง แต่ก็สวยงาม ประณีตวิจิตรบรรจง มีเสน่ห์ประทับใจคนดู
.....1.2. องค์ประกอบของละครการแสดงที่เป็นละครจะต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการ ดังนี้
.....1. ต้องมีเรื่อง (Story) ตัวละครเจรจาไปตามเนื้อเรื่องของบทละครผู้ประพันธ์บทจะต้องมีความสามารถในการบรรยายบุคลิกลักษณะ
และนิสัยของตัวละครได้ชัดเจน
.....2. ต้องมีเนื้อหาสรุป (Subject) หรือแนวคิด (Theme) เช่น ต้องการให้เกิดความรักชาติ ความกตัญญูกตเวที หรือมุ่งสอนจริยธรรม
.....3. นิสัยตัวละคร (Characterization) บุคลิกลักษณะ นิสัยของตัวละครต้องตรงกับเนื้อหาสรุป
.....4. บรรยากาศ (Atmosphere) หมายถึง การสร้างบรรยากาศรอบ ๆที่เกี่ยวกับตัวละคร เพื่อช่วยให้ผู้ชมละครมีความรู้สึกคล้อยตามไปกับละคร


.....2. ความสัมพันธ์ของละครกับชีวิตมนุษย์
.....ละครเป็นศิลปะที่สะท้อนภาพชีวิต โดยอาศัยสื่อแบบต่าง ๆ ในการนำเสนอภาพเรื่องราวของชีวิต ฉะนั้น "มนุษย์" คือ สาระอย่างหนึ่งของละคร ศิลปะการละคร เป็นการแสดงอย่างหนึ่งที่มนุษย์นำประสบการณ์ในชีวิตจริงผนวกกับ จินตนาการสร้างสรรค์ เป็นเรื่องขึ้นมา แล้วถ่ายทอดเป็นการแสดงในรูปแบบต่าง ๆ โดยมีนักแสดงเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวความรู้สึกและสิ่งอื่น ๆ ต่อผู้ชม ทั้งนี้เพื่อสร้างความบันเทิง ความประทับใจ หรือจะมีวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วก็ได้
ซึ่งเราสามารถสรุปความสัมพันธ์ของละครกับชีวิตมนุษย์ได้ ดังนี้
.....2.1. ละครช่วยตอบสนองความต้องการของมนุษย์
ศิลปะการละคร มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ 3 ระดับ ดังนี้
.....1. อารมณ์ การละคร มีจุดมุ่งหมายให้ความบันเทิงแก่มนุษย์ได้ผ่อนคลายความเครียด
หรือบางครั้งก็กระตุ้นอารมณ์ให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้น ทำให้มนุษย์มีความสุข กระตือรือร้นในการดำเนินชีวิต
.....2. สมอง ให้คุณค่าทางสติปัญญา โดยการดูละครแล้วกลับมาพิจารณาปัญหาต่าง ๆ
เกี่ยวกับตนเอง เกี่ยวกับมนุษยชาติและเกี่ยวกับสังคมส่วนรวม
.....3. จิตใจ ความสัมพันธ์ของศิลปะการละครกับจิตใจของมนุษย์มีมาแต่โบราณ จะเห็นได้ว่าการละครตะวันออกและตะวันตกล้วนถือกำเนิดจากพิธีบวงสรวงเทพเจ้า
เพื่อขอพระ และให้เทพเจ้าบันดาลสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์ปรารถนาหรือถ้าจะให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็พิจารณาได้จากละครเวที ทั้งนี้เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในละครเวที มีลักษณะเหมือนชีวิตจริง ๆ ของมนุษย์ คือเหตุการณ์เกิดขึ้นมาแล้วก็ผ่านเลยไป ผู้ชมไม่สามารถหยุดพักเหมือนการอ่านหนังสือหรือดูโทรทัศน์ เช่น เมื่อรู้สึกเบื่อก็สามารถปิดหนังสือโทรทัศน์ได้ แต่ผู้ชมละครจะต้องนั่งอยู่ในโรงละคร เพื่อร่วมรู้เห็นการกระทำ (Action) ของตัวละครจนจบเรื่อง จะให้ละครหยุดพักการแสดงเมื่อเราไม่อยากชมและถ้าจะชมต่อ ก็จะให้เริ่มแสดงตรงช่วงนั้น ๆ ต่อเนื่องไปย่อมไม่สามารถจะกระทำได้ เพราะละครแม้จะเป็นผู้แสดงชุดเดียว บทเดียวกัน แต่ต่างช่วงเวลา การแสดงย่อมจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียวทั้งหมด ละครเวทีจึงมีลักษณะเหมือนประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ๆ
.....ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าละครสามารถให้ได้ทั้งความบันเทิง กระตุ้นเร้าความคิด
ให้การศึกษา ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน สอนบทเรียน ให้ความฝันที่คนดูปรารถนาและเป็นเสมือนโลกที่งดงาม ให้ผู้คนหลีกหนีจากชีวิตที่สับสน ได้มาพักสมองผ่อนคลายความเครียดได้ชั่วขณะหนึ่ง


Kids' Drama
Kids' Drama เป็นผู้ได้รับสิทธิในการนำกิจกรรมของ Helen O'Grady Children's Drama Academy ในประเทศไทย โดยกิจกรรมของ Helen O'Grady เป็นกิจกรรม Speech & Drama ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลกซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมการแสดงหลายรูปแบบที่มีผลต่อการส่งเสริมความสำเร็จในอนาคตHelen O'Grady Children's Drama Academy ก่อตั้งขึ้นในเมือง Perth ประเทศออสเตรเลีย ในปี พ.ศ. 2522 โดยมีเป้าหมายหลักที่จะช่วยเด็กและ เยาวชนอายุตั้งแต่ 5 ถึง 17 ปีในการพัฒนา
...............ความกระตือรือล้นในตนเอง
...............ความมั่นใจในตนเอง
...............ความเคารพนับถือตนเอง
...............ทักษะในการสื่อสาร
...............ทักษะในการเข้าสังคม
.....กว่า 20 ปีที่ Helen O'Grady Children's Drama Academy ได้ดำเนินการทำให้ได้รับความนิยมไปทั่วโลกในปัจจุบันโปรแกรมของเรา มีการเปิดสอนในกว่า 20 ประเทศ ได้แก่ อัฟริกา ออสเตรเลีย จีน อียิปต์ จอร์เจีย ตะวันออกกลาง ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย ไอร์แลนด์ มาเลเซีย มอลตา นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ อัฟริกาใต้ สเปน ไทย เวียดนาม สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ในโลกแห่งการแข่งขันปัจจุบัน การมีเพียงความรู้ในเชิงวิชาการไม่เพียงพอที่จะทำให้เด็กๆ ประสบ ความสำเร็จในชีวิตการงานในอนาคต เนื่องจากเด็กๆจำเป็นต้องมีการฝึกฝนเพื่อที่จะพัฒนาการ ทางภาษาที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการพูดภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจ ความสามารถในการสร้างบทสนทนา ทักษะในการสื่อสารด้านต่างๆ รวมไปถึง พัฒนาการทางสังคมและอารมณ์ ซึ่งรวมถึง ความมั่นใจในตนเอง ความเคารพนับถือในตนเอง และทักษะทางสังคมต่างๆไม่ว่าคุณอยากจะพัฒนาสมาธิของลูก ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในตนเอง พัฒนาทักษะในการสื่อสาร หรือ เพียงแต่อยากจะหากิจกรรมที่ลูกจะได้สนุกและมีเพื่อนใหม่ กิจกรรม Kids' Drama - Helen O'Grady Children's Drama Academy คือคำตอบของคุณกิจกรรมของ Kids' Drama เปิดโอกาสให้เด็กๆได้สัมผัสกับกิจกรรมการแสดง ที่จะนำพาไปสู่ การพัฒนาตนเอง จากการเราได้ออกแบบกิจกรรมเพื่อที่จะช่วยส่งเสริมความมั่นใจในตนเอง ทักษะในการสื่อสาร และความคิดสร้างสรรค์Kids' Drama ไม่ใช่กิจกรรมที่จะมุ่งส่งเสริมให้เด็กๆเป็น "ดาราหรือนักแสดง" แต่มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาตาม

..........ศักยภาพการสร้างสรรค์ของแต่ละคน
.....• กิจกรรมการแสดงทำให้เด็กๆได้มีโอกาสที่จะแสดงออกอย่างอิสระ แต่สร้างสรรค์
.....• กิจกรรมการแสดงเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้จินตนาการในโลกสวยงามของตน
.....• กิจกรรมการแสดงเปิดโอกาสให้เด็กๆพูดอย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตำหนิ
.....กิจกรรมการแสดงถูกนำมาใช้เพื่อเป็นฐานในการเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่างๆ ไม่ว่าจะด้วยการฝึกพูดหรือใช้เสียง การสร้างกิจกรรมตามเนื้อเรื่อง หรือ การประสานสัมพันธ์ของร่างกายส่วนต่างๆ นอกจากนี้ Kids' Drama ยังเป็นหนทางที่เด็กๆจะรู้สึกดีที่ได้พัฒนาภาษาอังกฤษ และสามารถพูดได้อย่างมั่นใจ สำหรับทั้งนักเรียนที่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ หรือไม่ใช่ก็ตามที่สำคัญที่สุดสำหรับ Kids' Drama คือ เด็กๆจะได้เรียนรู้ทักษะที่สำคัญเพื่อที่จะนำไปใช้ตลอดชีวิต ในขณะที่การเรียนรู้นี้สนุกและปลอดภัย และเด็กๆก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังเรียนอยู่ บทเรียนแต่ละบทเรียนได้รับการออกแบบไว้เป็นอย่างดี หลักสูตรของ Kids' Drama ประกอบด้วยกิจกรรมประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมเปิดชั้นเรียน การฝึกพูด การฝึกบทสนทนา การเคลื่อนไหวอย่างสร้างสรรค์ การผสมผสานการเต้นรำกับการแสดง การพัฒนาภาษา การแสดงอย่างมีโครงสร้าง การพัฒนาบทสนทนา การท่องบทสั้น การแสดงให้ผู้ปกครอง และรวมไปถึงการแสดงประจำปีแต่ที่สำคัญที่สุด คือ กิจกรรมของเราสนุกทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น Principal หรือ ครูของเราทุกคนจะต้องได้รับการฝึกอบรมอย่างเข้มข้น ตามระบบการฝึกอบรมของ Helen O'Grady ในแต่ละครั้งที่เรียน นักเรียนจะได้รับการกระตุ้นให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ทั้งนี้ ระดับชั้นของ Kids' Dramaได้แก่



..... 1 นักเรียนจะได้เรียนสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง และได้เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนุกซึ่งมีจุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาความมั่นใจในตนเอง ความเคารพตนเอง และทักษะในการสื่อสารด้วยคำพูด กิจกรรม Drama ของเราเปิดโอกาสให้นักเรียนได้พัฒนาการออกเสียงให้ชัดเจน สามารถพูดได้คล่อง และมีทักษะทางสังคมที่ดี นักเรียนยังจะได้มีปฏิสัมพันธ์กันทำให้สามารถมีเพื่อนใหม่ได้ง่าย และปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ได้เสมอ นักเรียนจะพบว่าการเรียนเป็นเสมือนการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น กิจกรรมการสร้างความมั่นใจของเราจะช่วยให้นักเรียนมีทักษะในการเป็นผู้เข้าร่วมกิจกรรม ในทุกมุมของชีวิต สามารถที่จะถามคำถาม และรู้จักที่จะสรรหาคำตอบ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้อื่นครูที่ได้รับการฝึกอบรมเป็นอย่างดีจะคอยกระตุ้นและจุดประกายนักเรียนให้สามารถเป็นผู้สื่อสาร ที่ออกเสียงได้ชัดเจน ผ่านการเข้าร่วม
กิจกรรมที่น่าตื่นเต้นด้วยกิจกรรมนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น การฝึกการออกเสียง การผสมผสานการเต้นรำกับการแสดง การเคลื่อนที่เคลื่อนไหว การแสดงสั้น บางครั้งก็จะมีการแต่งตัว หรือการใช้อุปกรณ์ประกอบฉาก หรือแม้กระทั่งแต่งหน้า เพื่อสร้างสีสรรให้กับการเรียน เมื่อถึงสิ้นปี เด็กๆจะได้มีโอกาสแสดงตามบทที่ได้เตรียมไว้ให้กับ ผู้ปกครองได้ชม
..... 2 ทุกสัปดาห์ นักเรียนในช่วงอายุนี้จะได้มีโอกาสที่จะแสดงออกในรูปแบบต่างๆที่แตกต่างกัน เมื่อถึงช่วงสิ้นปีก็จะมีการจัดการแสดงสำหรับผู้ปกครองและเพื่อนๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การเตรียมตัวตลอดหลายเทอม ที่นักเรียนจะได้มีโอกาสค่อยๆพัฒนาทักษะของตน ในบรรยากาศที่สนุก เพื่อที่ให้นักเรียนได้มีความมั่นใจในตนเอง พัฒนาความเคารพตนเอง (Self-esteem) และมีทักษะในการสื่อสารด้วยคำพูด นักเรียนที่สามารถสื่อสารได้ชัดเจนและมั่นใจ จะรู้สึกว่าสามารถที่จะมีเพื่อนใหม่ได้ง่ายขึ้น และสามารถรับกับความท้าทายใหม่ๆได้ รวมถึงกล้าที่จะสำรวจสิ่งใหม่ๆครูแต่ละคนของเราจะต้องได้รับการฝึกอบรมด้วยระบบ Helen O'Grady Drama System เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถทำให้นักเรียนแต่ละคนได้รับการกระตุ้นในบรรยากาศชั้นเรียนที่อบอุ่น สนับสนุนเชิงบวก และเกิดการเรียนรู้ นักเรียนจะได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการฝึกใช้คำพูด การเคลื่อนที่เคลื่อนไหว การฝึกใช้จินตนาการในละครสั้น การพัฒนาบทสนทนา การท่องบทสั้น และการแสดงบนเวที
..... 3 โปรแกรม Youth Theatre ของเราเปิดให้กับนักเรียนที่กำลังเรียนในชั้นมัธยมศึกษา จากการที่กิจกรรมของเราสามารถดึงดูดนักเรียน ที่มุ่งหวังที่จะเพิ่มพูนทักษะความสามารถในการพูดอย่างมั่นใจ เพื่อที่จำนำไปใช้ในอนาคต กิจกรรมการแสดงของเราถูกออกแบบตลอดช่วงห้าปี ซึ่งจะทำให้นักเรียนสามารถเข้าเรียนได้ โดยไม่พบกับบทเรียนที่ซ้ำเลยเช่นเดียวกับในระดับชั้นสำหรับนักเรียนอายุ 5-12 ปี กิจกรรมของเรายังเน้นเรื่องพัฒนาการด้านต่างๆ ที่จะทำให้นักเรียนเป็นนักสื่อสารที่ชัดเจนและมั่นใจ อย่างไรก็ตาม ในระดับนี้ เรายังเน้นถึงศิลปะด้านการแสดงบนเวที ไม่ว่าจะเป็นการฝึกการใช้เสียง การสร้างบทสนทนาในทันทีทันใด การวิเคราะห์ลักษณะตัวละคร บทสนทนาโต้ตอบแบบเปิด เกมการแสดง บทละครทางวิทยุ บทสนทนาด่วน ฯลฯในช่วงเทอมสุดท้าย นักเรียนยังจะได้ฝึกที่จะเตรียมการแสดงเพื่อนำเสนอต่อหน้าสาธารณชน ซึ่งจะเป็นไฮไลท์ของปี และยังสะท้อนให้เห็นถึงทักษะความสามารถของนักเรียนกิจกรรมของเรายังมุ่งเน้นเสริมพัฒนาการด้านต่างๆของนักเรียน นักเรียนหลายต่อหลายคนที่จบออกไป ยังสามารถที่จะคงความเป็นเพื่อน และคบหากันแม้ว่าจะจบออกไปแล้วก็ตาม

การสอนภาษาอังกฤษเน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์

การสอนภาษาอังกฤษเน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ โดย ดร.สกุลรัตน์ กมุทมาศ
......หลังจากบทความนี้เผยแพร่สู่สายตาสมาชิก “วิทยาจารย์” หลายท่านได้โทรศัพท์ ถึงครูแจ๋ เชิญครูแจ๋ไป อบรมครูสอนภาษา อังกฤษให้ที่ลำพูน พิษณุโลก ฉะเชิงเทรา และโรงเรียนวัดพิกุลเงิน กรุงเทพมหานคร เดือนนี้คงต้องเดินสายสอนหนังสือไม่ได้ หยุดหย่อน แต่ความที่เป็นคนแจ๋เลย ชอบมาก ๆ และจะขอแจ้งข่าวดีให้ ครูสอนภาษา อังกฤษทั่วประเทศทราบว่า กระทรวงศึกษาธิการ ต้องการที่จะพัฒนาครูสอนภาษาอังกฤษ ให้ได้ มาตรฐาน จึงตั้งงบประมาณให้มีการอบรมและ การทดสอบระดับความรู้และการสอน ของครูภาษาอังกฤษ ทั่วประเทศสำหรับผู้ที่สอบได้คะแนนดี จะได้รับการสนับสนุนให้สอบ เพื่อรับรองมาตรฐาน การสอนซึ่งเรียกว่า TKT (Teaching Knowledge Test) จากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ซึ่งทดสอบรุ่นแรกไปแล้ว เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ปี 2550 ผู้ที่สอบผ่าน จะได้ใบรับรองมาตรฐาน คงจะสร้างความภูมิใจให้กับแวดวงครูผู้สอนทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะครู ผู้สอนภาษาอังกฤษ คุณภาพการสอน และรางวัลแห่งการพูดถึงเนื้อหาของข้อสอบ TKT จะวัดทั้งความรู้ของครูผู้สอน และเทคนิคการสอนแนวใหม่ ผู้สอบเอาใบรับรองมาตรฐานจะต้องเป็น ผู้มีความรู้ในภาษา อังกฤษเป็นอย่างดี ส่วนวิธีสอนนั้นจะเน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ คือ จะไม่เน้นการจำ ไม่เน้นการท่องศัพท์ แต่จะเน้นให้ เด็กคิดและหาคำตอบจากเหตุผล “กระบวนการคิดวิเคราะห์นี่เอง ที่เป็นปัญหาโลกแตกของครูไทยในการสอนทุกสาขาวิชา จนต้องมีการ ปฏิรูปการศึกษา เพราะผลผลิตของเราคือเยาวชน โดยทั่วไปคิดไม่เป็น แก้ปัญหาไม่เป็น ไม่ทันเกม ไม่ทันชีวิต ไม่ทันโลก ทำให้ประเทศ ของเรากลายเป็นประเทศที่อ่อนเปลี้ย เสียขา คนขาดเหตุผล ขาดไหวพริบ แข่งขันกับโลกภายนอกได้ยากมาก” ฉะนั้นครูแจ๋ จึงจะเริ่มแนะนำ ผู้อ่านทั่วไปในแวดวงการศึกษาให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่ากระบวนการคิดวิเคราะห์คืออะไร ดีอย่างไร และจะสอนอย่างไร



......คำว่า กระบวนการคิดวิเคราะห์ คือ กระบวนการทางความคิดที่สั่งสมให้คนคิดได้อย่าง มีระบบ และมีเหตุผล เข้าใจต้นเหตุของปรากฏการณ์ในชีวิตและผลกระทบที่จะได้รับตามหลัก วิทยาศาสตร์ อย่างลึกซึ้ง ประมวลจากข้อเท็จจริงอย่างมีระบบ ไม่คิดอย่างหลวม ๆ หรือคาดคะเน หรือขาดการ หยั่งรู้ ที่พูดโดยทั่วไปว่าไม่ได้เจตนาหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถ้าประเทศใดประกอบ ด้วยคนของชาติที่มีเหตุผลและเป็นระบบ ประเทศนั้นก็พัฒนาเร็ว ในทางตรงกัน ข้าม ถ้าคนภายในชาติ ใด ลุ่มหลงเมามัว ขาดเหตุผลไม่ใช้ไหวพริบ หรือวิจารณญาณในการ ใช้ชีวิต ประเทศนั้นก็จะพัฒนา ไปได้อย่างเชื่องช้า เพราะคนส่วนใหญ่ คิดไม่ถึง และคิดไม่เป็น พลอยทำให้ประเทศชาติเต็มไป ด้วยปัญหาสะสมพอกพูน ความดีของกระบวนการคิดคือ ทำให้คนในชาติริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นนักคิดค้น ไม่ชอบลอกเลียนแบบใคร มีศักดิ์ศรี และใช้ชีวิต อย่างมีเหตุผล ประหยัด และรู้จัก พอเพียงกระบวนการคิดต้องเริ่มสอนตั้งแต่เด็ก ๆ ทั้งทางบ้านและโรงเรียน ต้องสอนตรงกัน ซึ่งมีอยู่ 3 ขั้นตอน คือ
..........ขั้นตอนที่ 1 ให้นักเรียนเรียนจากการวิเคราะห์ หรือ แยกแยะ เช่น ครูทำเสียงแมว ให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ว่าเป็นแมว ครูทำเสียงสุนัข ให้นักเรียนวิเคราะห์ว่าเป็นสุนัข แทนที่จะจำศัพท์หรือท่องศัพท์ กลับเป็นการวิเคราะห์เสียงของสัตว์ เป็นการฝึกให้นักเรียนคิด และแยกแยะ ขณะเดียวกันก็จะจำศัพท์ได้โดยอัตโนมัติ (แต่ครูต้องเหนื่อยหน่อยที่ต้องทำเสียงสัตว์ ครูขี้เกียจจึงเป็นครูแผนใหม่ยาก)
..........ขั้นตอนที่ 2 คือ การสังเคราะห์หรือสร้างสรรค์ โดยให้นักเรียนวาดรูปแมว และสุนัข และเขียนภาษาอังกฤษใต้รูปเหล่านั้น หรืออาจจะ ร้องเพลงเป็นภาษาอังกฤษ เรื่อง Cat and Dog ที่ครูแต่งขึ้น ขั้นตอนที่ 2 นี้ นอกจากนักเรียนจะจำศัพท์และเขียนศัพท์แมวและสุนัขได้ด้วยความเข้าใจ ยิ่งขึ้นแล้วยังได้แสดงออกหรือสร้างสรรค์ความถนัดที่ตนเองมีอยู่ โดยการร้องเพลง หรือวาดรูปตามความถนัด ซึ่งเป็นคะแนนส่วนหนึ่งในการวัดผล การเรียน
..........ขั้นตอนที่ 3 ของกระบวนการคิดวิเคราะห์ คือ การนำสิ่งที่เรียนไปใช้นอกห้องเรียน หรือที่บ้าน เช่น อาจร้องเพลงติดปาก เพื่อร้องให้ พ่อแม่ฟัง หรือวาดรูปโดยบรรยายเป็นภาษาอังกฤษให้ผู้ปกครองที่บ้านดู สร้างความภูมิใจให้กับตัวผู้เรียนเองและนำผลการเรียนทุกวิชาไปใช้ ในแต่ละวัน หลักของกระบวนการคิดวิเคราะห์ คือต้องบูรณาการกับการเรียนในสาขาวิชาอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้นักเรียนเข้าใจในเนื้อหาทุกวิชา ลึกซึ้งขึ้น และจำได้ติดตา
..........การสอนตามกระบวนการคิดวิเคราะห์ใช้ในการสอนของครูในประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก เยาวชนจะได้รับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในทุกด้าน คือ
..........1. เป็นเยาวชนที่รู้จักคิดหาเหตุผล รู้ผิด รู้ถูก รู้ควรไม่ควร รู้จักโต้แย้งอย่างนิ่มนวลมาตั้งแต่เด็ก ๆ
..........2. เป็นเยาวชนที่ถูกฝึกให้เป็นผู้สร้างสรรค์ พัฒนาสิ่งที่ตนถนัดตามขั้นตอนของวัย กลายเป็นคนที่ไม่ชอบลอกเลียนแบบ เป็นตัวของ ตัวเอง และภูมิใจในคุณค่าของตัวเอง
..........3. เป็นเยาวชนที่เข้าในในเนื้อหาวิชาที่จะเรียนอย่างลึกซึ้ง ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ ค้นคว้าหาสิ่งที่ตนไม่รู้ และนำวิชาที่เรียนไปใช้เป็นประโยชน์ ในชีวิต
..........4. เนื่องจากการสอนเชิงคิดวิเคราะห์ ต้องบูรณาการหลายวิชาเข้าด้วยกัน วิชาที่เรียนจึงดูสั้นลง แต่นักเรียนเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิม
และทุกบริบทของการสอนคิดวิเคราะห์ ครูสามารถแทรกคุณธรรม จริยธรรมลงไปในบทเรียนได้ ทำให้เด็กซึมซับ จึงกลายเป็นคนดีของสังคม
วิธีสอนตามแนวกระบวนการคิดวิเคราะห์
..........ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์ (แยกแยะ) ให้นักเรียนฝึกออกเสียงเน้นหนัก (Stress) คำแต่ละคำ และสรุปเนื้อหาแยกแยะแต่ละย่อหน้าว่า ความหมายต่างกัน อย่างไร
ขั้นตอนที่ 2 สังเคราะห์ (สร้างสรรค์) โดยการแข่งขันกล่าวคำบรรยายหน้าชั้น เน้นการพูดเว้นวรรคตอน (Rhythm) ให้สละสลวย ไพเราะ หรือถ้าพูดไม่เก่ง อาจบรรยายเป็นรูปภาพ เช่น ย่อหน้าแรก เป็นรูปภาพฤดูฝน พระต้องอยู่จำวัดไม่สามารถออกบิณฑบาตได้ บรรยายใต้ภาพเป็นภาษาอังกฤษ เป็นต้น
..........ขั้นตอนที่ 3 ขั้นนำไปใช้ ให้นักเรียนเขียนเรื่องราวเป็นการบ้าน หรือทำเป็นโครงงานเกี่ยวกับวันเข้าพรรษา วิธีการเหล่านี้ จะทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหา วิชาที่เรียนได้เป็นอย่างดี และนำไปใช้เป็นประโยชน์นานัปการ

การจัดการเรียนรู้โดยผ่านกิจกรรมTask Based Learning

.....การจัดการเรียนรู้โดยผ่านกิจกรรม (Task Based Learning)การจัดการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ในการเรียนการสอนโดยผ่านกระบวนการ นั้นมีอยู่หลายกระบวนการด้วยกัน แต่ผมจะขอยกตัวอย่างกระบวนการการจัดการเรียนรู้โดยผ่านกิจกรรม ซึ่งกระบวนการนี้เด็กจะได้ปฏิบัติและได้เคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ทำให้เด็กรู้สึกสนุกและอยากทำกิจกรรมเด็กก็จะเกิดการเรียนรู้ขึ้นโดยอัตโนมัติ
.....Task Based Learning คือ การจัดการเรียนรู้โดยผ่านกิจกรรม เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยงาน ในการจัดการเรียนรู้ลักษณะนี้มีจุดประสงค์ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดแนวคิด ทักษะ ทำความเข้าใจร่วมกันในกลุ่มและสื่อออกมาในลักษณะภาษาของผู้เรียนเอง ผู้จัดการเรียนรู้หรือผู้สอนจะต้องตรวจสอบความถูกต้องของผลของการจัดกิจกรรม ว่าตรงตามจุดประสงค์หรือไม่ ถ้ายังไม่ถูกต้องหรือยังไม่ชัดเจนเพียงพอ ผู้จัดการเรียนรู้หรือผู้สอนต้องจัดให้ผู้เรียนมีการค้นคว้าให้ถูกต้องหรือชัดเจนยิ่งขึ้น และเมื่อผู้เรียนเกิดความเข้าใจร่วมกัน แสดงว่า ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้ใหม่ขึ้น ถือว่าประสบความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้ สำหรับกิจกรรมที่สามารถใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้แก่ โปสเตอร์ แผ่นพับ วีดีโอ ในด้านของผู้สอน ผู้สอนมีหน้าที่ในการกำหนดกิจกรรม ในลักษณะปลายเปิด เช่น มีรูปภาพให้นักเรียน 3 ภาพ คือ ทะเล ก้อนหิน คน แล้วให้นักเรียนแต่งเรื่องจากภาพทั้ง 3 ภาพเป็นภาษาอังกฤษ นักเรียนจะเกิดความคิดและจินตนาการที่แตกต่างกัน ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ แนวคิดหรือทักษะหลักๆ และเป็นการฝึกฝนความรู้รวมทั้งทักษะในลักษณะสร้างสรรค์ และการที่จะประสบความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้โดยผ่านกิจกรรมนั้น ความมีส่วนร่วมของผู้เรียนมีความสำคัญอย่างมาก ผู้เรียนต้องมีส่วนร่วมและร่วมมือทำกิจกรรมสร้างสรรค์นั้นอย่างเต็มใจ โดยจะสะท้อนให้เห็นจากประสบการณ์ระหว่างการทำกิจกรรม

แนวคิดทฤษฎีทางภาษาศาสตร์และวิวัฒนาการการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ

ผศ. ดร. ผ่องศรี มาสขาว

......การเรียนการสอนภาษาอังกฤษมีวิวัฒนาการมาหลายยุคหลายสมัย เนื้อหาที่นำเสนอต่อไปนี้เป็นการสรุปแนวคิดทฤษฎีและวิวัฒนาการของภาษาตั้งแต่ยุคโครงสร้างนิยม ยุคหลังโครงสร้างนิยม ยุคสมัยใหม่และยุคหลังสมัยใหม่ พัฒนาการของวีธีการหาความรู้เหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องแนวคิดและวิธีการเรียนการสอนภาษา ถ้าเปรียบเทียบกับพัฒนาการทางด้านอื่นเช่นเทคโนโลยีและทฤษฎีการถอดรหัสพันธุกรรมแล้ว การเปลี่ยนแปลงในเรื่องการเรียนการสอนภาษามีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามแนวคิดใหม่ตามยุคสมัย ทั้งหมด มีการนำแนวคิดทฤษฎีบางเรื่องมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแต่การดำเนินงานยังไม่ก้าวหน้าเป็นการเปลี่ยนแปลงในส่วนย่อยและมิติของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษก็ยังเป็นการแยกส่วนมากกว่าการมองภาพรวม
......แนวคิดทางด้านมานุษยวิทยาและสังคมวิทยาในยุคหลังสมัยใหม่โดยรวมต่างก็ได้อิทธิพลหรือผลกระทบมาจากวิธีการหาความรู้ วิธีการคิดและวิธีวิเคราะห์ของแนวคิดหลังโครงสร้างนิยมและหลังสมัยใหม่นิยม มีจุดเริ่มต้นจากจุดเปลี่ยนทางภาษาศาสตร์ (Linguistic turns) แต่เดิมภาษาเป็นเพียงภาพแสดงตัวแทนความคิดหรือระบุชื่อคน สัตว์ สิ่งของและความคิดมนุษย์เท่านั้น แต่ในปัจจุบันภาษาคืออำนาจในการจัดระบบระเบียบ จัดประเภท ทำการแยกแยะ ภาษาสร้างและผลิตเอกลักษณ์ต่างๆขึ้นมา โดยเฉพาะการใช้ภาษาในการอ้างถึงความรู้ ความจริง ความเป็นธรรมชาติ ความเป็นวิทยาศาสตร์ จัดเป็นภาษาในระดับสูงและแสดงถึงพลังอำนาจของภาษามากขึ้นเพราะทำให้ผู้สนทนาด้วยต้องยอมจำนน ยุติการถกเถียงการโต้แย้งลง เกิดเป็นอำนาจที่แฝงอยู่ในรูปภาษา นักปรัชญาได้หันมาให้ความสนใจกับอิทธิพลของภาษาที่มีต่อวิธีคิดของมนุษย์อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก จึงเกิดจุดหักเหของภาษาที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารมาเป็นเครื่องมือทางสังคมและเป็นเครื่องมือในการต่อรองและให้ได้มาหรือเกิดขึ้นในสิ่งซึ่งมนุษย์ต้องการ (Halliday, 1994: xvii)



แนวคิดทฤษฎีภาษายุคโครงสร้าง (Structuralism)

......ภาษายุคโครงสร้าง เริ่มจากแนวคิดของแฟร์ดินอง เดอ โซซูร์ (Ferdiand de Saussure) ในระหว่างคริสตศักราช 1857 - 1913 โซซูร์ แยกภาษา (langue) และการใช้ภาษา (parole) ออกจากกันโดยเชื่อว่าภาษาเป็นเรื่องของระบบกฏเกณฑ์ และเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นและเป็นสิ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ เป็นความเคยชินที่มนุษย์กระทำโดยจิตไร้สำนึก เขาให้ความหมายของภาษาว่าเป็นระบบองค์รวมที่มีความสมบูรณ์ มีกฎเกณฑ์ และมีรูปแบบที่เป็นส่วนย่อยต่างกัน สำหรับการใช้ภาษา (parole) นั้นเป็นเรื่องของความสามารถในการใช้ภาษารวมกับการนำกฏเกณฑ์ทางภาษามาใช้ตามจารีตปฏิบัติเพื่อให้การสื่อสารนั้นเป็นไปตามระเบียบกฎเกณฑ์ และเป็นที่ยอมรับทางสังคม (ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, 2545:13) โซซูร์แยกภาษาและสังคมออกจากกันเป็น สององค์ประกอบแต่ทั้งสองอย่างต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยให้คำอธิบายเพิ่มเติมว่าภาษาเป็นเรื่องของบุคคลที่ต้องซึมซับเอาไว้ในระดับจิตไร้สำนึกเพื่อให้สามารถพูดใช้ภาษาได้ การศึกษาภาษาในแนวคิดของโซซูร์จึงเป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของรูปแบบ (form) กับการใช้ภาษาที่เป็นเนื้อหาสาระ (substance)ที่เป็นนามธรรม และกล่าวว่ารูปแบบช่วยทำให้เนื้อหาสาระที่เป็นนามธรรมเกิดเป็นรูปธรรมได้ ซึ่งต่อมา ชอมสกี้(Chomsky,1965)ได้นำมาสานต่อโดยแยกแยะออกเป็นความสามารถทางภาษา (language of competence) และความสามารถทางการแสดงออกหรือความสามารถในการใช้ภาษาในแต่ละสถานการณ์ (language of performance) และยังคงใช้แนวคิดเรื่องรูปแบบมาเป็นหลักการในการค้นหาความรู้ตามแนวโครงสร้างนิยม
......สำหรับสาระสำคัญประการที่สองในความคิดของโซซูร์คือภาษาเป็นระบบสัญญะ(sign) ซึ่งสื่อถึงความคิดต่าง ๆ การศึกษารูปแบบของระบบสัญญะเรียกว่าสัญวิทยา (semiology) ในความหมายของโซซูร์ นอกจากภาษาป็นสัญญะแล้วยังรวมสัญลักษณ์อื่น ๆ ที่ใช้สื่อความหมายด้วยเช่นสีขาว สีดำ เครื่องหมายตกใจ การเว้นวรรค หรือการย่อหน้าเป็นต้น ภาษาจึงไม่ใช่การศึกษาเฉพาะเรื่องระบบเสียง คำศัพท์และไวยากรณ์แต่ยังหมายถึงการศึกษาระบบสังคมและวัฒนธรรมของภาษานั้น ความหมายของโซซูร์ในเรื่องของสัญญะมีสองลักษณะ คือความสัมพันธ์ระหว่างรูปสัญญะและความหมายของสัญญะ ตัวอย่างความหมายของสัญญะเช่น ผู้หญิง ผู้ชายซึ่งสื่อความหมายของความคิดที่ต่างกัน ตัวอย่างในระดับรูปสัญญะของภาษาที่แตกต่างกันเช่น ผู้ชาย – men , ผู้หญิง – women รูปสัญญะจะเป็นปัญหาในการเรียนรู้ภาษาใหม่ถ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับภาษาเดิม โซซูร์ยังอธิบายเพิ่มเติมว่าถึงแม้รูปสัญญะและความหมายสัญญะจะมีความสัมพันธ์กันแต่ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างอิสระยังคงอยู่ภายใต้การยอมรับของคนในชุมชนนั้น ผู้ใช้ภาษามิได้มีส่วนในการกำหนดรูปสัญญะแต่ใช้ภาษาภายใต้กฎเกณฑ์ของภาษานั้นๆ ภาษาจึงเป็นผลมาจากสิ่งที่ถูกกำหนดให้เป็น (arbitrariness) บวกกับจารีตปฏิบัติในสังคม (conventionality)
......ในส่วนการศึกษาภาษาของโซซูร์ ประเด็นสำคัญที่เขามองข้ามคือการศึกษาภาษาในองค์ประกอบในส่วนของไวยากรณ์ เพราะโซซูร์เห็นว่าไวยากรณ์ไมใช่หน่วยพื้นฐานของภาษา ซึ่งต่อมา นอม ชอมสกี้ ได้ศึกษาเรื่องของไวยากรณ์และตั้งสำนักไวยากรณ์ใหม่ที่เรียกว่าไวยกรณ์เพิ่มพูนหรือไวยากรณ์ปริวรรต (generative transformative grammar) นับว่าเป็นจุดอ่อนของโซซูร์ที่มองข้ามความคิดสร้างสรรค์ทางไวยากรณ์ภายใต้ระบบกฎเกณฑ์ของภาษา
แนวคิดทฤษฎีภาษายุคหลังโครงสร้างนิยม (Poststructuralism)
...... ผู้ที่ได้รับอิทธิพลและสานต่อความคิดของโซซูร์คือ โคลด เลวี สโทรส (Claude Levi Strauss) ซึ่งเป็นผู้นำการศึกษาด้านมานุษยวิทยาแนวโครงสร้าง ได้ผนวกความคิดในแง่มุมทางด้านวัฒนธรรมและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม กับระบบโครงสร้างที่ทำให้ทุกอย่างดำรงอยู่ได้อย่างที่เป็นอยู่ ดังนั้นการศึกษาวัฒนธรรมของเขาจึงเป็นการศึกษาในระดับโครงสร้างและไม่ได้ศึกษาลงในรายละเอียดและส่วนที่เป็นปลีกย่อย
......ผู้นำการศึกษาวัฒนธรรมต่อมาคือ โรลองด์ บาร์ตส์ (Roland Barths) ศึกษาวัฒนธรรมนิยมตามยุคสมัยและให้ความเห็นแตกแนวไปจากโครงสร้างนิยมว่าในการเขียนบทประพันธ์ ผู้ประพันธ์เป็นผู้กำหนดบทประพันธ์ แต่มิใช่บทประพันธ์กำหนดผู้ประพันธ์ ตัวอย่างเช่นในการประพันธ์เรื่องราวการสืบสวนสอบสวน ผู้ประพันธ์เลือกใช้คำ สร้างความเชื่อมโยงทางภาษาในรูปแบบที่เหมาะสม เร้าใจผู้อ่าน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกับแนวคิดภาษาศาสตร์โครงสร้างที่กล่าวว่าภาษาเป็นเรื่องของรูปแบบไม่ใช่เรื่องเนื้อหาสาระ ภาษาเป็นตัวกำหนดการพูด แต่มิใช่ผู้พูดเป็นผู้กำหนดภาษา สำหรับบาร์ตส์แล้วภาษาเป็นกระบวนการสื่อและการสร้างความหมายที่ไม่รู้จบ ภาษาเป็นผู้กำหนดบทบาทหน้าที่ให้กับผู้เขียน ผู้เขียนไม่ได้เป็นผู้ควบคุมและกำหนดภาษาโดยตรง
......นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ฌาคส์ แดริดา (Jacques Derrida) มีความเห็นขัดแย้งกับกับภาษาศาสตร์ในยุคโครงสร้างอย่างสิ้นเชิง เขาเห็นว่าภาษามีธรรมชาติที่ไร้ระเบียบและไม่มีเสถียรภาพ ความหมายของมันผันแปรไปตามปริบทที่เปลี่ยนแปลงไป เขาต่อต้านแนวคิดที่ว่าด้วยศูนย์รวม (logo centralism) ในเรื่องที่เป็นความชัดเจน ความถูกต้อง ความงดงาม และความเป็นจริง ซึ่งเขาถือว่าการมีศูนย์รวมเป็นการปิดกั้นความคิดใหม่และการที่จะให้คนคิดใหม่ ทำใหม่ จึงต้องรื้อแนวคิดเก่าๆออกไป ( จันทนี เจริญศรี, 2544: 6-7) ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร(2545: 201)ได้กล่าวถึงฟูโก นักคิดยุคหลังโครงสร้างนิยม ว่าเป็นผู้ที่โต้แย้งแนวคิดเรื่องรูปแบบและโครงสร้างภาษาศาสตร์ของโซซูร์ และเชื่อว่าภาษาไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เขาให้ความสนใจเรื่องรหัสสัญลักษณ์ (symbolic codes) และ วาทกรรมทางภาษา (discourse) เขาเชื่อมโยงภาษากับสังคมและถือว่าภาษาเป็นภาคปฏิบัติของสังคมหรือวัฒนธรรม ภาษาไม่ใช่ตัวตนแท้จริงของมนุษย์ มนุษย์ใช้ภาษาเพื่อสร้างคุณค่าและเอกลักษณ์และผลประโยชน์ให้กับตนเอง ความรู้ต่าง ๆ ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านทางภาษาและนำความรู้ ไปใช้ ให้เกิดผลประโยชน์และอำนาจแก่ชนชั้นผู้นำในสังคม
......ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (2545: 204-221) ได้กล่าวว่าโรล็องด์ บาร์ตส์ได้ให้ความสนใจในเรื่องของตัวบท (text) และการวิเคราะห์ตัวบท (textual analysis) และบาร์ตส์ให้ความคิดเห็นว่ามีปัจจัยอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการสร้างตัวบท เช่นปัจจัยทางสังคม ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ความหมายของตัวบทจึงเป็นความคิดในเรื่องโวหารหรือกลวิธีการพูดการเขียน(rhetoric)ทฤษฎีตัวบทแบบใหม่จึงเป็นการเคลื่อนจากการศึกษาภาษาเชิงโครงสร้างมาเป็นการศึกษาการสื่อความหมายของตัวบท และได้กล่าวถึงทฤษฎีที่ว่าด้วยตัวบทไว้ 5 ประการคือ
1. ตัวบท(text) เป็นภาคปฏิบัติของการสื่อ/สร้างความหมายและภาคปฏิบัติของตัวทำ
ให้ทราบกระบวนการสื่อ/สร้างความหมายที่งานและภาษาถักทอซึ่งกันและกันจนเป็นตัวบท/ความหมายขึ้นมา
2. ตัวบทเป็นเรื่องของการผลิตแบบหนึ่งที่ผู้เขียนและผู้อ่านมาพบกัน ตัวบทจะมีการ
ทำงานตลอดเวลาเป็นการผลิต/สร้างที่ไม่รู้จบ ตัวบททำงานผ่านภาษาด้วยการย่อยสลาย การถอดรหัสความหมายของภาษาที่เป็นตัวแทนของการสื่อสารหรือเพื่อการแสดงออกทางความคิดและสร้างภาษาขึ้นมาใหม่ซึ่งเป็นภาษาที่มีพื้นที่ของการผสมกลมกลืนและพลิ้วไหวตลอดเวลาไม่รู้จบ ตัวบทจึงเริ่มจากคนเขียนคัดเลือกใช้คำและรูปแบบไวยากรณ์ที่มีอยู่เพื่อสร้างความหมายขึ้นมาและคนอ่านใช้รูปสัญญะสร้างความหมายใหม่จากสิ่งที่คนเขียนซึ่งคนเขียนอาจนึกไม่ถึงและอาจจะไม่ได้หมายความเช่นนั้นได้
3. ตัวบทเป็นเรื่องของกระบวนการสื่อ/สร้างความหมายอย่างไม่จบสิ้น เร้าใจให้คน
อ่านสืบเสาะหาความรู้จริงต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด กระบวนการปฏิบัติการผ่านทางภาษาเพื่อสร้างความหมายช่วยสลายตัวตนของผู้อ่านและกลายเป็นส่วนหนึ่งในตัวบท ตัวบทจึงเป็นสิ่งเย้ายวนใจให้คนเข้าไปแสวงหาความสุข
4. ตัวบทแสดงออกซึ่งความรู้สึกนึกคิดเป็นปรากฏการณ์ของการสื่อสารโดยใช้วาท
กรรม (discourse) การถักทอของภาษาอย่างไม่รู้จบ การที่ให้เข้าถึงตัวบทจึงมีความจำเป็นต้องวิเคราะห์ในเรื่องของการใช้ภาษา วาทกรรมทางภาษา วิธีการ กระบวนการที่ผู้พูดและผู้เขียนใช้เพื่อแสดงความเป็นตัวตนหรือหลีกเลี่ยงความเป็นตัวตนของตนเอง
5. ตัวบททำหน้าที่แจกแจงภาษาใหม่หรือเป็นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ของสิ่งที่ได้กล่าว
มาแล้ว วิธีการเข้าถึงภาษากระทำได้โดยการถอดตัวบทและสร้างตัวบทขึ้นใหม่ (reconstruction text) เพื่อความเข้าใจในตัวบท ตัวบทจะมีลักษณะที่สัมพันธ์ ติดต่อและโยงใยกันในเรื่องเนื้อหาที่กล่าวมาก่อนและที่กล่าวในปัจจุบัน ต่างมาบรรจบกันเป็นเงื่อนไขของการดำรงอยู่ของตัวบทซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่ไม่ชื่อกำกับ แต่มีลักษณะที่หลากหลายกระจัดกระจายเพื่อแสดงถึงการผลิตที่ไม่ซ้ำของตัวบทซึ่งเป็นแนวคิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
แนวคิดทฤษฎีภาษายุคสมัยใหม่ (Modernism)
......ยุคสมัยใหม่สืบเนื่องมาจากกระแสการต่อต้านลัทธิยึดติดทางวิทยาศาสตร์ การต่อต้านเริ่มจากนักคิดในสาขาศิลปะและวรรณคดีวิจารณ์ และยังแพร่หลายออกไปยังสาขาปรัชญาและสังคมศาสตร์ แนวคิดของ จอห์น ดิวอี้ (อ้างจาก Kalantzis & Cope, 1993) ในเรื่องมนุษยธรรมและการต่อต้านอุตสาหกรรมที่ไม่คำนึงถึงมนุษยชาติ แนวคิดทางภาษาศาสตร์ของดิวอี้ขัดแย้งกับแนวคิดภาษาศาสตร์โครงสร้าง ดิวอี้เห็นว่าภาษาเป็นกระบวนการทางสังคม ไม่เป็นนามธรรม ไม่มีระเบียบแบบแผนที่แน่นอน กระบวนการเรียนภาษาคือผู้เรียนพูดในสิ่งที่ต้องการพูดและต้องการแสดงออก และมิได้หมายความเพียงการพูดเท่านั้น
......ยุคสมัยใหม่เป็นยุคที่นักปรัชญาผสมผสานภาวะทางสังคมเข้ากับปัญหาด้านญาณวิทยาของทฤษีสังคมเลียวทาร์ (Lyotard, 1992) ได้ปฏิเสธความรู้จากอภิตำนานทั้งหมดโดยเกิดความคลางแคลงใจว่าความรู้เดิมที่เขียนไว้ไม่สอดรับกับสภาวะที่เปลี่ยนไปของสังคม เฟธเธอร์สโตน (Featherstone,1988:195-215) ได้ให้นิยามของยุคสมัยใหม่ว่าเป็นเป็นผลกระทบที่เกิดจากการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจที่ทำให้โครงสร้างทางสังคมดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดจากกระบวนการย่อยๆ เช่นกระบวนการทางอุตสาหกรรม กระบวนการเติบโตทางสังคมและเทคโนโลยี ทุนนิยม และกลไกทางการตลาด ซึ่งมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม เช่นมีการพัฒนาในการผลิตและขายสินค้าในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ยุคบริโภคนิยม ซึ่งให้ความสำคัญต่อความก้าวหน้า (avant - garde) และแปลกใหม่(novelty) มีการเสนอค่านิยมแบบสุขนิยมของผู้บริโภคโดยใช้สื่อสารมวลชนเป็นสื่อกลาง และวัฒนธรรมสมัยใหม่เข้ามาครอบงำสังคม ซึ่งเป็นช่วงปลายของยุคทุนนิยม เป็นระบบการผลิตซ้ำโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เครือข่ายและทุนนิยมระดับนานาชาติ (Jameson, 1992) จนอาจจะกล่าวได้ว่าครอบคลุมไปทั่วทุกปริมณฑลในสังคม มีผลให้ภาษามีพัฒนาการในรูปแบบที่ก้าวหน้ามากเช่นระบบดิจิตอล ไซเบอร์สเปส มีการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ในแบบไฮเปอร์มีเดีย โดยสามารถสั่งซื้อของดูรายการสินค้าอ่านหนังสือพิมพ์วารสารและติดตามเหตุการณ์ต่างๆได้ทั่วโลกบนระบบจอภาพ
แนวคิดทฤษฎีภาษายุคหลังสมัยใหม่ (Postmodernism)
......ยุคหลังสมัยใหม่เป็นยุคมิติของความแตกต่างทางวัฒนธรรมต่อเนื่องมาจากยุคหลังอุตสาหกรรมใหม่ เน้นความแตกต่าง ความไม่ต่อเนื่องและการไม่ย้อนกลับของวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม มีการกลมกลืนและหลอมรวมของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน กล่าวถึงสิทธิของสตรี(women's right) การศึกษาในเรื่องของเพศและความเท่าเทียมกันทางสังคม ยุคนี้เป็นยุคที่เลิกชื่อถือในเรื่องของความเป็นสากลของภาษาและวัฒนธรรม หรือการแยกส่วนย่อยๆ ของภาษา เป็นยุคสมัยของการอ่านที่มากับสื่อในรูปแบบที่หลายหลาก เน้นการตีความสิ่งที่อ่าน การอ่านเพื่อหาสัมพันธ์บท (intertexualities) และการอ่านในลักษณะของการใช้หลายศาสตร์หรือข้อความรู้ในต่างสาขา (intersubjectivities) เป็นยุคสมัยที่ไม่ยึดติดกับความคิดเดียวว่าถูกต้อง มีการสร้างข้อสรุปนานาประการเพื่อการอธิบายข้อความรู้ต่างๆที่มีอยู่และเกิดขึ้นใหม่ และไม่เชื่อเพียงความคิดหรือข้อสรุปเดียวว่าจะถูกต้อง จะมีการเสนอความคิดทั้งในแง่มุมที่เห็นด้วยและขัดแย้งในทุกประเด็น
......เนื่องจากยุคนี้เป็นยุคแห่งความขัดแย้งและเป็นการเปิดรับความคิดและสิ่งแปลกใหม่ แนวคิดในเรื่องของภาษาจึงแตกต่างออกไป ภาษาไม่ใช่รูปแบบและอยู่ในขอบเขตอีกต่อไป ภาษาตามความหมายของ มอเฟตต์ (Mofett, 1968) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งสาร และผู้รับสาร ภาษาเป็นสิ่งที่เลื่อนไหลและเป็นสิ่งที่บ่งบอกอุดมการณ์ วัฒนธรรม แนวความคิดและแนวทางเพื่อการปฏิบัติในสังคม

......จากการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการในแนวการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ผนวกกับแนวคิดของยุคปฎิฐานนิยม(Positivism) กับยุคหลังปฏิฐานนิยม(Post-Positivism) ซึ่งจาคอบส์และ ฟาร์เรล (Jacob & Farrel, 2001) สรุปไว้ดังนี้

ปฎิฐานนิยม หลังปฎิฐานนิยม
เน้นส่วนย่อยและไม่มีปริบท (detextualization) เน้นส่วนรวม และปริบท(contextualization)
เน้นการแยกส่วน (seperation) เน้นการบูรณาการ (integration)
เน้นทั่วไป (general) เน้นเฉพาะเรื่อง (specific)
เน้นความเป็นปรนัยและปริมาณ เน้นลักษณะอัตวิสัยและไม่คำนึงปริมาณ
พึงพาผู้เชี่ยวชาญและความรู้จากภายนอก คำนึงถึงผู้ปฏิบัติและความรู้จากนักวิจัยภายใน
มีการควบคุม เน้นความเข้าใจ
กระบวนการบนสู่ล่าง (top-down) กระบวนการล่างสู่บน (bottom-up)
เน้นความเป็นมาตรฐาน(standardize) เน้นความแตกต่างที่หลากหลาย (diversity)
เน้นผลผลิต (product) เน้นกระบวนการและผลผลิต

......การเปลี่ยนแปลงในทางตรงกันข้ามนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวคิดจากจิตวิทยาพฤติกรรมของภาษาศาสตร์เชิงโครงสร้างมาสู่แนวจิตวิทยาทางความคิดและสังคมวิทยา แนวการสอนภาษาอังกฤษจึงหันมาเน้นคุณลักษณะดังต่อไปนี้คือ
(1) ให้ความสำคัญแก่บทบาทของผู้เรียนมากกว่าสิ่งเร้าที่มาจากภายนอกและ
เปลี่ยนจากที่เคยเน้นผู้สอนมาเป็นเน้นผู้เรียน
(2) เน้นกระบวนการการเรียนของผู้เรียนมากกว่าผลผลิตที่เกิดขึ้นจากผู้เรียน
(3) ให้ความสำคัญในเรื่องธรรมชาติทางสังคมของผู้เรียนมากกว่าการเรียนแบบแยก
ส่วนหรือการสอนที่แยกส่วนจากปริบท
(4) คำนึงถึงความแตกต่างที่หลากหลายของผู้เรียนและถือว่าไม่เป็นส่วนที่ขัดขวาง
การเรียนรู้แต่ตรงกันข้ามกับมีส่วนที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้และเป็นสิ่งที่ดี
(5) ให้ความสำคัญของการจัดการเรียนการสอนภายในห้องเรียน ประเมินการ
เรียนการสอน ให้ความสำคัญกับการทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อค้นหาคำตอบในการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิ การเรียนการสอนโดยผ่านกระบวนการศึกษาปัจจัยภายในและสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ
(6) เชื่อมโยงโรงเรียนกับโลกภายนอกโดยการส่งเสริมการเรียนรู้แบบองค์รวม (Holistic learning)
(7) ช่วยผู้เรียนให้เข้าใจจุดมุ่งหมายของการเรียนและมีจุดมุ่งหมายของตนเอง
(8) สอนจากส่วนรวมไปหาส่วนย่อย (whole-to-part)แทนวิธีการสอนจากส่วนย่อยไปส่วนร่วม (part-to-whole) ใช้วิธีการสอนโดยให้เข้าถึงความหมายที่ถักทอไว้ในตัวบท รวมทั้งชนประเภทและคุณลักษณะเฉพาะ ของตัวบทตัวอย่างเช่นในการเลือกใช้คำ การใช้วาทการทางภาษาและการวางโครงเรื่อง
(9) เน้นในเรื่องการสื่อความหมายมากกว่าการท่องจำหรือกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์
(10) เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตมากกว่าเน้นการสอบวัดความรู้
แนวคิดทฤษฎีดังกล่าวข้างต้นทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษใน 8 ประเด็นสำคัญๆ ดังนี้ คือ
(1) ผู้เรียนเป็นนิติบุคคล (Learning autonomy)
(2) แนวการสอนแบบความร่วมมือ (Cooperative learning)
(3) การบูรณาการหลักสูตร (Curricular integration)
(4) การเน้นความหมาย (Focus on meaning)
(5) ความแตกต่างที่หลากหลาย (Diversity)
(6) ทักษะการคิด (Thinking skills)
(7) การประเมินผลแบบใหม่ (Alternative assessment)
(8) ครูทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมเรียน (Teachers as co-learners)
ผู้เรียนเป็นนิติบุคคล (Learning autonomy)
......ตามแนวคิดของไวกอตสกี้ (Vygotsky’s 1978) ผู้เรียนจะต้องมีความตั้งใจในการเรียนและต้องบังคับตนเอง การเป็นนิติบุคคลของผู้เรียนในที่นี้หมายถึงสามารถเลือกสิ่งที่ต้องการเรียน วิธีการเรียนและในขณะเดียวกันต้องมีความรับผิดชอบต่อการเรียนของตนเองและของผู้อื่นที่มีปฏิสัมพันธ์ด้วย ผู้เรียนใช้จุดแข็งของตนเองมาเป็นประโยชน์ในการเรียนและเพื่อการแก้ไขจุดอ่อนของตนเอง แรงจูงใจภายในของผู้เรียนมีความสำคัญมากที่จะทำให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการเรียน และเป็นไปตามแนวของประชาธิปไตยที่ว่านักเรียนมีสิทธิและมีหน้าที่รับผิดชอบในการเรียน
......จะเห็นว่าการเรียนการสอนแบบนี้เน้นบทบาทของผู้เรียน กระบวนการมากกว่าผลที่ได้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนตั้งวัตถุประสงค์ในการเรียนของตนเองและการเรียนเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต การนำแนวคิดนี้ไปใช้ในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษก็คือ การให้ผู้เรียนทำกิจกรรมในกลุ่มย่อย หรือเป็นคู่ การทำเช่นนั้นจะช่วยลดบทบาทการที่ต้องพึ่งครูลงและผู้เรียนมาช่วยกันสร้างความรู้หรือดึงความรู้จากที่แต่ละคนมีอยู่มารวมกันโดยมีครูเป็นผู้ช่วย การได้มาของความรู้จะเป็นสองทางคือได้จากผู้เรียนเองและได้จากผู้สอน นอกจากนั้นให้ผู้เรียนได้อ่านหนังสืออย่างกว้างขวางและอ่านเพิ่มมากขึ้น โดยเลือกตามความสนใจและเหมาะกับระดับและความสามารถของตน ส่วนการวัดการประเมินผลการเรียนนั้นให้สนับสนุนให้ผู้เรียนตั้งเกณฑ์การประเมินความสำเร็จของตนเอง โดยไม่ต้องรอการประเมินผลจากผู้สอนซึ่งถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุดในห้องเรียนก็ตาม วัตถุประสงค์คือให้ผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางความรู้ให้มากที่สุด และตั้งค่านิยมในการหาความรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนมั่นใจและแสดงบทบาทและมีความรับผิดชอบต่อการเรียน
การเรียนการสอนแบบความร่วมมือ (Cooperative learning)
......แนวการสอนแบบนี้พัฒนามากจากหลากหลายแนวคิดและใช้หลายเทคนิควิธีการในการจัดการเรียนการสอน และเน้นให้เห็นคุณค่าในเรื่องของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนโดยผู้สอนใช้กิจกรรมหลายๆรูปแบบที่จะให้ผู้เรียนร่วมมือกันทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย
......แนวคิดในการสอนแบบนี้จะมีส่วนเหมือนกับแนวการสอนแบบผู้เรียนเป็นนิติบุคคลคือการที่ผู้เรียนต้องรับผิดชอบในการเรียนของตนเองเน้นกระบวนการเรียนผู้เรียนทำงานร่วมกันและต้องอธิบายในกลุ่มถึงที่มาของคำตอบทั้งหลาย การสอนแบบนี้ส่งผลดีในการเรียนรู้ของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน สร้างความรู้สึกร่วมกันในการทำงานให้สำเร็จซึ่งทุกคนในกลุ่มต้องมีความรับผิดชอบในงานของตนเพื่อความสำเร็จของกลุ่ม แนวการสอนแบบนี้จำเป็นต้องมีการฝึกฝนผู้เรียนในเรื่องทักษะการทำงานกลุ่ม การแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ การขัดแย้ง การขอความช่วยเหลือ การอธิบาย ผู้เรียนบางคนอาจไม่คุ้นเคยกับวิธีทำงานทางวิชาการร่วมกับผู้อื่นเช่นนี้มาก่อน แนวการสอนแบบนี้ถือว่าเป็นประโยชน์มากเพราะสามารถนำวิธีการไปใช้ในชีวิตประจำวันและการร่วมงานกับผู้อื่นในอนาคต
......การสอนแบบความร่วมมือนี้เน้นกิจกรรมที่มีความหมายตามสภาพการที่เป็นจริงเช่นให้กลุ่มไปสัมภาษณ์และนำมาผลการสัมภาษณ์มาเขียนรายงาน แนวการสอนเน้นการปฏิบัติแนวคิดทฤษฎีและค่านิยมในการทำงานร่วมกัน พร้อมทั้งสร้างให้เห็นถึงคุณค่าของการแข่งขันในสังคม การใช้โครงงาน(project work) เป็นกิจกรรมในการทำงานร่วมกันช่วยทะลายกำแพงห้องเรียนโดยให้ผู้เรียนได้เชื่อมโยงห้องเรียนกับโลกกว้างเข้าด้วยกัน (Freire, 1970) วัตถุประสงค์ของการเรียนก็เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันมากกว่าการเรียนเพื่อสอบให้ได้คะแนนสูง
การบูรณาการหลักสูตร (Curricular integration)
......การบูรณาการหลักสูตรก็เพื่อที่จะแก้ปัญหาการเรียนประเภทแยกส่วนในแต่ละรายวิชาและเมื่อเรียนจบชั่วโมงก็จบวิชาและเริ่มเรียนวิชาใหม่เปิดหนังสือเล่มใหม่ต่อไป ทำให้ขาดการต่อเนื่องบูรณาการในรายวิชา ในความเป็นจริงของการปฏิบัติงานหรือการแก้ปัญหาจำเป็นต้องใช้ หลายวิชา แนวการสอนแบบนี้จึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีโอกาสได้เชื่อมโยงวิชาต่างๆเข้าด้วยกัน มีจุดประสงค์ให้การเรียนที่มีความหมายมากขึ้นและเกิดทักษะในการวิเคราะห์ในรูปแบบขององค์รวม(holistic manner)
......แนวคิดการสอนแบบนี้จะเน้นในเรื่องของการเรียนในส่วนรวมไปหาส่วนย่อย (whole-to-part) แทนการเรียนจากส่วนย่อยไปส่วนรวม (part-to-whole) เช่นการบูรณาการวิชาสังคมเรื่องการเปลี่ยนของสังคมโลกเข้ากับวิชาวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับวิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีและวิชาภาษาโดยให้ผู้เรียนได้อ่านค้นคว้าและเขียนรายงานเป็นต้น แนวการสอนแบบบูรณาการนี้จะใช้มากในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย แนวคิดที่ว่าภาษาเป็นเครื่องมือในการหาความรู้ การเรียนภาษาจึงเป็นการเรียนรู้วิชาการด้านต่าง ๆ โดยผ่านตัวสัญญะทางภาษาไม่ใด้เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับตัวภาษาเท่านั้น
การเน้นความหมาย (Focus on meaning)

......การวิจัยทางจิตวิทยาการรับรู้ (cognitive psychology) พบว่าผู้เรียนรับรู้ได้ดีที่สุดเมื่อมีการเชื่อมโยงและสะสมความรู้เอาไว้อย่างมีความหมาย ขณะที่การเรียนรู้จากการท่องจำและจากการพูดซ้ำๆเป็นการเรียนรู้ในระยะสั้น ๆ (short-term learning) เพื่อเป็นการขยายการเรียนรู้ระยะสั้นเป็นการเรียนรู้แบระยะยาว (long-term learning) จึงจำเป็นต้องต้องเน้นในเรื่องการรับรู้และเข้าใจสาระของภาษาที่ผู้เรียนต้องใช้เพื่อการสื่อสาร ฮฮลิเดย์และแมทธิเอสเซน (Halliday & Matthiessen, 1999) ได้กล่าวถึงเรื่องความหมาย (meaning) ว่าหมายถึงความเข้าใจคำและตัวบททั้งหมด (whole text) เท่าๆกับความเข้าใจเหตุการณ์และสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้เรียน
......แนวการสอนแบบนี้เห็นขัดแย้งกับแนวการสอนของนักจิตวิทยาด้านพฤติกรรมศาสตร์ ที่ว่าการเรียนรู้เกิดจากการฝึกซ้ำ ๆ แนวการสอนแบบนี้เห็นว่าการเรียนรู้อย่างมีความหมายเป็นการเรียนรู้ที่แท้จริงของมนุษย์ ความหมายจะเกิดขึ้นก็เมื่อมีข้อมูลใหม่ไปรวมเข้ากับความรู้เดิมที่มีอยู่และสร้างเป็นความรู้ใหม่จากประสบการณ์เดิม ในการสอนภาษาเน้นการเรียนจากส่วนรวมไปส่วนย่อย (whole-to-part) เน้นปริบท (contexualization) และดูประเภทของตัวบท(genre) จุดประสงค์ของใช้ภาษาในแต่ละปริบทที่แตกต่างกัน เช่นตามเนื้อหาสาระ ตามวาระ โอกาส และบุคคล สิ่งเหล่าเป็นตัวกำหนดให้มีการเลือกใช้คำและไวยากรณ์ที่แตกต่างกันออกไป ภาษาแบ่งออกเป็นสองระดับคือภาษาพูดและภาษาเขียนซึ่งมีลักษณะของจัดวางรูปแบบและการใช้วาทการที่แตกต่างกัน ตามแนวคิดของฮอลิเดย์และมาติน (Halliday & Martin, 1993 ) ภาษามีลักษณะเป็นระบบและเป็นเครือข่าย (network) สามารถนำองค์ประกอบและระเบียบวิธีที่อยู่ในภาษามาสร้างสรรค์เป็นความหมายได้อย่างไม่จบสิ้นและไม่ซ้ำซ้อน
......ตามแนวคิดทฤษฎีด้านสังคมวิทยาเห็นว่าภาษาเป็นเครื่องมือทางสังคมในการสร้างความหมาย ผู้เรียนต้องคำนึงถึงหน้าที่ตามระบบของภาษาและการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารในสังคม แนวการสอนแบบนี้จะมีการวิเคราะห์ตัวบท (text) ที่มีความสัมพันธ์ระหว่างผู้สื่อสารและผู้รับสาร ศึกษาการเลือกใช้คำและรูปแบบของประโยค (Linguistic features) เพื่อให้การสื่อสารนั้นตรงกับความต้องการของผู้สื่อ แนวการสอนแบบนี้เป็นแนวคิดที่ต้องการนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาความล้มเหลวในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษและวัฒนธรรมให้กับผู้ที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองหรือเป็นภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อจุดมุ่งหมายเฉพาะ (English for specific purposes) หรือภาษาอังกฤษเชิงวิทยาการ (English for academics) แนวการสอนจะเน้นการศึกษาวิเคราะห์ภาษาตามหน้าที่ เช่นให้ผู้เรียนอ่านข้อความในตัวบทโดยระบุวัตถุประสงค์ เป้าหมายหรือหน้าที่ทางสังคมของผู้พูดหรือผู้เขียนในตัวบทนั้น ให้ผู้เรียนศึกษาขั้นตอนในการนำเสนอข้อความ เนื้อหาสาระในตัวบทและให้ศึกษาถึงองค์ประกอบของภาษาและความสัมพันธ์ของตัวบท (intertextuality) ที่ผู้พูดหรือผู้เขียนได้เลือกใช้เพื่อการสื่อความหมายในงานนั้น
ความแตกต่างที่หลากหลาย (Diversity)
......แนวการสอนแบบนี้เน้นเอาความหลากหลายของผู้เรียนมาเป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอน เช่นผู้เรียนต่างเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา เพศ ฐานะทางสังคม และต่างระดับความรู้ ผู้สอนนำความแตกต่างดังกล่าวมาหาแนวการสอนที่ทำให้เกิดสัมฤทธิผลทางการเรียน ความหลากหลายไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคแต่กลับเป็นจุดแข็ง
......แนวการจัดการเรียนการสอนยึดหลักการของการบูรณาการทักษะหลายด้าน ลงในกิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละครั้งตามหลักการของ multiple intelligence คือให้จัดกิจกรรมการเรียนที่หลากหลายเพื่อรองรับความแตกต่างและความถนัดเฉพาะทางของผู้เรียนและเหมาะกับรูปแบบการเรียนเช่นในการเรียนข้อความรู้หนึ่งให้ทำกิจกรรมเพื่อให้เกิดความรู้และทักษะในเรื่องนั้นในหลายรูปแบบเพื่อให้ผู้เรียนที่ถนัดดนตรี วาดภาพ การเขียน การอ่าน การวิเคราะห์ปัญหาได้มีโอกาสใช้ความถนัดของตนเองในการทำงาน แนวการสอนจึงยึดแนวการบูรณาการกิจกรรมที่ฝึกทักษะหลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ดีการเรียนการสอนเป็นการให้โอกาสทุกคน เป็นการที่ผู้เรียนทั้งเก่งและอ่อนได้พัฒนาไปด้วยกัน นอกจากผู้เรียนได้พัฒนาตามศักยภาพของตนยังได้พัฒนาความถนัดของตนให้ดีขึ้นและละเอียดขึ้น ในขณะเดียวกันได้เรียนรู้เพิ่มมากขึ้นจากการทำงานร่วมกับผู้อื่นที่มีความชำนาญต่างกัน
ทักษะการคิด (Thinking skills)
......ทักษะการคิดเป็นทักษะที่สำคัญมากโดยเฉพาะในสภาพการปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของข้อมูลข่าวสารและการโฆษณาประชาสัมพันธ์ จึงมีความจำเป็นต้องมีการพัฒนาทักษะการคิดในระดับที่สูงขึ้น(higher-order thinking skills) หรือที่เรียกว่าทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ (Paul,1995) ทักษะการคิดแบ่งแยกได้หลายประเภทเช่นทักษะการประยุกต์ใช้ข้อมูลในปริบทใหม่ การวิเคราะห์เหตุการณ์สถานการณ์ การสังเคราะห์ข้อมูล การประเมินข้อมูล ทักษะการคิดเป็นทักษะที่จำเป็นมากในการศึกษาในปัจจุบันเพราะมีข้อมูลข่าวสารมากมายและผู้บริโภคต้องมีวิธีการที่ชาญฉลาดในการประเมินเลือกข้อมูลข่าวสารที่ได้นำเสนอเหล่านั้น
......แนวทางในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดทักษะในการคิดจึงเน้นการเชื่อมโยงผู้เรียนกับโลกภายนอก โดยผู้สอนและผู้เรียนเน้นการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สังเคราะห์ประมวลและประเมิน (Freire, 1970) ซึ่งการกระทำเช่นนั้นต้องมีทักษะการคิดในระดับที่สูงขี้น
เน้นกระบวนการคิดอย่างมีคุณภาพมากกว่าผลที่เกิดขึ้นจากวิธีคิดเช่นการคิดเพื่อการแก้ปัญหาและ
วิเคราะห์สถานการณ์ตามแนวทางอริยสัจจ์ 4 การคิดพิจารณา ใตร่ตรองให้ลึกซึ้งตามหลักการโยนิโสมนสิการ (ประยุทธ์ ปยุตโต, 2533) และแนวทางการสอนแบบอื่นๆ แนวการสอนแบบนี้จึงไม่ใช่กระบวนการแค่การรวบรวมความรู้แต่เป็นการประยุกต์ใช้ความรู้ไปใช้ในการพัฒนาเพื่อให้มีความก้าวหน้าทางการศึกษายิ่งขึ้น
......การให้ทำโครงงานในกลุ่มย่อยเป็นเป้าหมายหนึ่งของวิธีการฝึกทักษะการคิด ถือว่าเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์มากเพราะผู้เรียนได้ทำกิจกรรมเพื่อนสอนเพื่อน การรับฟัง การอภิปรายโต้แย้ง การวิพากษ์วิจารณ์ที่สร้างสรรค์ การท้าทายทางความคิด รวมทั้งการวางแผนการทำงานเพื่อความสำเร็จของกลุ่ม
การประเมินผลแบบใหม่ (Alternative assessment)
......ในการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษามีวีธีการประเมินโดยใช้ข้อทดสอบแบบต่าง ๆ เช่นการเลือกคำตอบที่ถูกที่สุด การระบุข้อถูกข้อผิด การเติมคำลงในช่องว่าง ซึ่งการประเมินดังกล่าวเป็นการประเมินที่ไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติในชีวิตจริงและการใช้ทักษะการคิดในการดำเนินการหรือการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าการวัดการประเมินผลโดยใช้ข้อสอบแบบอัตนัยเพื่อประเมินทักษะการคิดต้องใช้เวลาในการดำเนินการ และการประเมินผลมีลักษณะเป็นอัตวิสัย เแต่เริ่มเป็นที่นิยมใช้มากขึ้นในยุคหลังสมัยใหม่ เพราะในการพัฒนาทักษะการคิดในระดับที่สูงขึ้นจำเป็นต้องใช้ต้องมีการประเมินผลที่สอดคล้องกัน เช่นการประเมินผลงานโครงการฉบับก่อนและฉบับสุดท้ายเพื่อดูการพัฒนา การประเมินแฟ้มสะสมเพื่อดูความก้าวหน้า ปริมาณและคุณภาพของผลงาน การใช้รูปแบบการประเมินแบบ think aloud การสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ทราบกระบวนการ (seek to investigate process)
......ทางเลือกใหม่ในการประเมินผลนั้นยังรวมถึงการให้ผู้เรียนประเมินผลกันเองเช่นการประเมินแบบ peer assessment ในการทำโครงการของงานกลุ่มหรือการทำงานเดี่ยว ซึ่งการประเมินผลแบบนี้ไม่ได้ลดบทบาทการประเมินของครูแต่เป็นการฝึกทักษะการประเมินผลตนเองและการให้ข้อมูลย้อนกลับจากกลุ่ม เช่นการให้ผู้เรียนตรวจงานเขียนของเพื่อนจะช่วยให้ผู้เรียนได้ตั้งเกณฑ์การประเมินและได้ทราบถึงเกณฑ์ของการเขียนที่ประสบผลสำเร็จมีคุณลักษณะเช่นใด
ครูทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมเรียน (Teachers as co-learners)
......แนวความคิดในการที่ให้ครูเป็นผู้ร่วมเรียนไปกับนักเรียนนื้สืบเนื่องมาจากคำถามต่างๆไม่มีเพียงคำตอบเดียว ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อนแตกต่างกันและโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงเป็นสิ่งจำเป็น ผู้สอนมีส่วนร่วมในการถามคำถามและตอบคำถามอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและจะต้องปฏิบัติให้เห็นจนผู้เรียนตระหนักถึงความจริงดังกล่าว
ผู้สอนมีการเรียนรู้เกี่ยวกับวิชาที่สอนและวิธีการสอนเพิ่มมากขึ้นทุกครั้งที่ทำการสอน
......ในการเรียนการสอนของยุคหลังสมัยใหม่ ครูร่วมเรียนรู้ไปกับผู้เรียน การเรียนการสอนเป็นกระบวนการทางสังคม ครูและผู้เรียนร่วมกันสร้างความรู้ ผู้สอนทำหน้าที่ผู้ให้ความสะดวกและสนับสนุนให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้ร่วมกัน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคหลังนี้คือผู้สอนและผู้เรียนเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในสิ่งที่กำลังปฏิบัติและสามารถเป็นผู้ทำการวิจัยปฏิบัติการ วิจัยแบบมีส่วนร่วมวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งแต่ก่อนผู้เชี่ยวชาญทำการวิจัยและผู้บริหารเป็นผู้ทำการประเมินเท่านั้น และที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมคือผู้เรียนมีบทบาทในการประเมินผลการสอนของครูด้วยเช่นกัน
......การนำแนวคิดดังกล่าวไปสู่ภาคปฏิบัติในการเรียนการสอนภาษาคือการทำการวิจัยเพื่อหาทางแก้ไขและพัฒนาการเรียนการสอนในห้องเรียนของผู้สอน โดยใช้วิธีการเก็บบันทึกข้อมูลเช่นจากการสนทนา ซักถาม สัมภาษณ์ การทำกรณีศึกษาและนำผลที่ได้มาศึกษาวิเคราะห์ สังเคราะห์เขียนเป็นรายงานการวิจัยเพื่อให้ได้ข้อความรู้ใหม่ในการปฏิบัติงานที่เพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้นจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการเรียนการสอนที่เน้นจากตัวครูมาเน้นการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาผู้เรียน และแนวคิดที่ให้ครูและนักเรียนได้เรียนรู้ไปด้วยกัน
บทสรุป
......จากการศึกษาแนวคิดและวิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงทั้ง 8 ประเด็นของการเรียนการสอนภาษาหลังยุคใหม่ พบว่าแนวคิดมีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เช่นการสอนแบบร่วมมือมีความเชื่อมโยงกับการเรียนการสอนแบบผู้เรียนเป็นนิติบุคคลเพราะว่าการทำกิจกรรมกลุ่มช่วยให้นักเรียนพึงพาความช่วยเหลือจากครูน้อยลง การเรียนการสอนแบบความร่วมมือใช้หลักการบูรณาการรายวิชาชึ่งทำให้ผู้เรียนได้มีมีการเรียนรู้ร่วมกันจากการให้ทำโครงงานที่ต้องอาศัยความรู้จากหลายสาขาวิชาในหลักสูตรและการสอนแบบร่วมมือยังเชื่อมโยงกับการเรียนการสอนที่เน้นความหมายในการสื่อสารสาระความรู้ต่าง ๆ (meaning) และสัมพันธ์กับความแตกต่างที่หลากหลาย (Diversity) โดยทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แง่ มุมที่แตกต่างกันและใช้ทักษะการร่วมมือเพื่อสร้างค่านิยม ความคิดและได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ในกลุ่มที่ผู้เรียนที่มีความแตกต่างทางด้านสังคมและวัฒนธรรม
......ทักษะการคิดเป็นทักษะที่จำเป็นในการจัดการเรียนการสอนแบบให้ความร่วมมือ กิจกรรมในกลุ่มย่อยบังคับให้ผู้เรียนต้องคิดเช่นการวิเคราะห์สถานการณ์ที่กำหนดขึ้น การที่ต้องให้ข้อมูลย้อนกลับ การอภิปราย การโต้วาที การทำการประเมินเพื่อนในกกลุ่ม การประเมินตัวผู้สอน การที่ผู้สอนทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมเรียน และร่วมมือกันกับผู้สอนด้วยกันเองในการทำการศึกษาผู้เรียนซึ่งต้องใช้กระบวนการและทักษะในการคิดทั้งสิ้น การสอนแบบให้ความร่วมมือช่วยให้ผู้เรียนมีการลงมือปฏิบัติแทนการฟังบรรยายจากผู้สอน
......ในการเรียนการสอนแนวคิดทฤษฎีทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วมีความสำคัญเท่า ๆ กัน การนำแนวคิดเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาใช้จะทำให้การเรียนการสอนเป็นการสอนภาษาแบบแยกส่วนไม่เป็นองค์รวม ทำให้การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดทั้งความรู้และความคิด เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในสังคมในอนาคตไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การเรียนการสอนภาษาจำเป็นต้องใช้หลักการทั้ง 8 ปรที่กล่าว เหมือนกับการต่อภาพจิกส์ซอ ถ้าขาดชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่งไปก็ได้ภาพที่ขาดความสมบูรณ์